เลือกหลอดไฟ LED ที่มาความสว่างและสีที่เข้ากับ Mood&Tone ในบ้าน
เลือกความสว่าง (ค่า Lux) และสีของหลอดไฟ LED ที่ตรงใจใช่เลย
อยากให้บ้านดูอบอุ่น อยากอ่านหนังสือสบายตา หรืออยากจะให้มีบรรยากาศผ่อนคลาย ไม่เพียงแต่การตกแต่งบ้านและการเลือกเฟอร์นิเจอร์เท่านั้นที่ช่วยได้ แต่การเลือกสีและความสว่าง (ค่า Lux) ของไฟก็มีผลต่อ Mood&Tone ของบ้านเช่นเดียวกัน
ที่จริงแล้วบนฉลากจะมีค่าความสว่าง กำลังไฟ และอุณหภูมิของสีปรากฏอยู่ แต่ก็มีมากมายจนหลายคนเลือกไม่ถูก วันนี้เราจะมาแนะนำให้ทุกคนรู้จักกับหน่วยวัดความสว่าง ปริมาณแสง กำลังไฟฟ้า และอุณหภูมิของสี จะได้เลือกใช้งานให้ตรงใจ แต่หลายคนอาจคิดว่าการเลือกค่าความสว่างมีความยุ่งยากและวุ่นวาย แต่ที่จริงแล้ว เพียงรู้หลักนิดเดียว ก็จะทำให้เข้าใจว่าไฟห้องนอนควรติดแบบไหน และควรใช้กี่วัตต์ ทำให้สามารถแต่งบ้านได้อย่างที่ต้องการ

ค่าความสว่าง หรือค่าลักซ์ (Lux) วัดปริมาณไฟของแสงต่อพื้นที่นั้น ๆ
“ความสว่าง” เป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตของเรา เพราะว่าดวงตาของเราไม่สามารถมองเห็นในที่มืดเหมือนนกฮูกหรือแมวได้ ด้วยเหตุนี้ เราจึงต้องอาศัยแสงสว่างที่พอดีกับการประกอบกิจกรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการอ่านหนังสือ ทำงาน รับประทานอาหาร พักผ่อน หรือออกกำลังกาย ดังนั้น ในแต่ละห้องภายในบ้านจึงควรติดตั้งไฟส่องสว่างที่มีค่าความสว่างที่เพียงพอและเหมาะสมต่อกิจกรรม
หน่วยที่เราใช้วัดค่าความสว่างในปัจจุบัน เราเรียกว่าค่าลักซ์ (Lux) คือ ปริมาณแสงที่กระทบต่อวัตถุ โดยจะเป็นการวัดความสว่างเฉพาะความเข้มที่ปรากฏในสายตาของมนุษย์เป็นหลัก ซึ่งยิ่งวัตถุอยู่ห่างไกลจากไฟที่ส่องสว่างมากเท่าไร ค่าลักซ์ก็จะยิ่งน้อยลงไปเท่านั้น
คำถามคือ เราจะสามารถรู้ได้อย่างไรว่าค่าลักซ์จริง ๆ แล้วควรมีค่าเท่าไร ?
ถ้าให้แม่นยำจริง ๆ เราจะต้องใช้ Lux meter ในการช่วยวัดความเข้มของแสงในแต่ละจุด แต่หากว่าเราไม่ใช่ช่างมืออาชีพ เราก็สามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชันที่มีฟังก์ชันการวัดค่าความสว่างมาใช้งานได้เช่นเดียวกัน
มาตรฐานค่าลักซ์ (Lux)หรือค่าความสว่างที่เหมาะสมในแต่ละห้อง
| พื้นที่ | ค่าลักซ์ (LUX) |
|---|---|
| ห้องนอน | 300/500 |
| ห้องนั่งเล่น | 60/300 |
| ห้องครัว | 500/750 |
| ห้องกินข้าว | 300 |
| ห้องน้ำ | 500 |
| ห้องทำงาน | 300 |
| ทางเดิน | 500 |
| บันได | 200 |
พื้นที่ 1 ห้อง ต้องใช้ไฟกี่ดวงถึงจะได้ค่าความสว่างที่เหมาะสม
การที่เราจะสามารถคำนวณได้ว่า ห้องของเราต้องใช้ไฟกี่ดวง จะต้องรู้ ขนาดพื้นที่ของห้อง ปริมาณค่าแสงสว่างที่เหมาะสมของแต่ละห้อง และอัตราค่าความสว่างที่แสงตก (ลูเมน) ซึ่งพิมพ์ไว้บนฉลากข้างกล่อง
สูตรการคำนวณการใช้หลอดไฟที่ต้องติดตั้ง
(ค่าลักซ์ที่เราต้องการ x พื้นที่ (ตารางเมตร)) ÷ ค่าลูเมนของแต่ละดวง
ตัวอย่างเช่น อยากให้ห้องนอนไม่สว่างมากจนเกินไป เลยเลือกค่าลักซ์ (LUX) ที่ 300 ห้องนอนมีพื้นที่ 15 ตารางเมตร (กว้าง 3 เมตร ยาว 5 เมตร) หลอดไฟมีค่าลูเมนอยู่ที่ 600 เราสามารถคำนวณจำนวนหลอดไฟที่ต้องติดตั้งได้ดังนี้
(300 x 15) / 600 = 7.5 ดวง
ดังนั้น แนะนำให้ติดไฟประมาณ 8 ดวง จึงจะได้ค่าความสว่างที่เราต้องการ
ปริมาณแสง หรือค่าลูเมน (Lumen) วัดความสว่างจากหลอดไฟ
ค่าลูเมน (Lumen) เป็นค่าที่ใช้วัดปริมาณแสงที่ออกจากหลอดไฟ ยิ่งค่าลูเมนสูง ความสว่างของห้องก็ยิ่งสูงตามไปด้วย ความแตกต่างระหว่างค่าลูเมนกับค่าลักซ์ก็คือ ค่าลูเมนเราจะวัดปริมาณแสงที่ออกมาจากหลอดไฟ ดังนั้น ไม่ว่าเราติดไฟอยู่ตรงไหน ค่าความสว่างของลูเมนก็จะเท่าเดิม แตกต่างจากค่าลักซ์ที่เราวัดความสว่างที่ตกกระทบวัตถุ ดังนั้น ยิ่งไฟอยู่ห่างจากวัตถุเท่าไรค่าก็ยิ่งน้อยลงตามไปด้วย
ด้วยเหตุนี้ เมื่อเราอ่านฉลากข้างกล่อง เราก็จะเห็นว่ามีการระบุค่าลูเมนเอาไว้ แต่ไม่มีการระบุค่าลักซ์ เพราะระยะห่างที่ติดตั้งไฟในพื้นที่ต่าง ๆ แม้ว่าไฟดวงเดียวกัน พื้นที่เดียวกัน แต่วัดค่าความสว่างบนวัตถุที่ระยะแตกต่างกัน ก็จะได้ค่าลักซ์ที่แตกต่างกัน แต่หากว่าเป็นค่าลูเมน ไม่ว่าจะไปติดตั้งที่ใด ค่าลูเมนที่วัดได้ก็จะเท่ากับที่ระบุเอาไว้ข้างกล่องนั่นเอง
กำลังไฟฟ้า หรืออัตราการกินไฟ (Watt)
ค่ากำลังไฟฟ้า หรือวัตต์ คืออัตราการกินไฟของหลอดนั้น ๆ และเป็นค่าที่เราคุ้นเคยกันมากที่สุด เพราะเรามักจะคุ้นชินกับการซื้อหลอด 10 วัตต์ 15 วัตต์ แต่เมื่อมีการคิดค้นและขายหลอดไฟแอลอีดี การซื้อไฟส่องสว่างอาจจะดูจากจำนวนวัตต์เดียวกันกับหลอดรุ่นเก่าไม่ได้ เพราะหลอดไฟ LED ให้ค่าความสว่างที่มากกว่า และกินไฟน้อยกว่านั่นเอง หลายคนจึงมักตั้งคำถามว่าหลอดไฟ LED ในบ้านควรจะใช้กี่วัตต์ เพราะไม่แน่ใจว่าควรจะเลือกหลอดไฟแบบไหนถึงจะสว่างพอต่อความต้องการนั่นเอง
ตัวอย่างเช่น หลอด LED ขนาด 5 วัตต์จะส่องสว่างได้เทียบเท่าหลอดฟลูออเรสเซนซ์ 11 วัตต์ และเท่ากับหลอดไส้ 50 วัตต์ ดังนั้น หากว่าเป็นหลอดชนิดเดียวกัน เราอาจจะอนุมานได้ว่า ยิ่งมีจำนวนวัตต์มากก็ยิ่งสว่างมาก เพราะกินไฟมาก แต่ หากใครอยากแน่ใจควรดูที่ค่าลูเมนจะดีกว่า สามารถเทียบค่าความสว่างได้กับหลอดทุกประเภท และทุกรูปแบบ

อุณหภูมิสีของแสง ให้ความรู้สึกที่แตกต่าง
อุณหภูมิของแสง (Color Temperature) หรือเคลวิน (Kelvin) หรือค่า K ก็มีผลต่ออารมณ์ ความรู้สึก และบรรยากาศในห้อง ซึ่งปัจจุบันก็ได้มีการออกแบบอุณหภูมิของแสงเพื่อใช้ในพื้นที่ที่แตกต่างกัน โดยจะมีให้เลือกทั้งแบบ Warm white ไปจนถึง Daylight นั่นเอง
สีของไฟในปัจจุบันจะมีอยู่ 3 แบบ นั่นก็คือ วอร์มไวท์ (Warm white) คูลไวท์ (Cool white) และเดย์ไลท์ (Daylight) มีความแตกต่างกันดังนี้
- วอร์มไวท์ (Warm White) จะมีแสงออกเหลืองส้ม อุณหภูมิของสีอยู่ที่ประมาณ 2,000-3,000 เคลวิน ยิ่งค่าเคลวินยิ่งน้อย อุณหภูมิของแสงก็จะออกโทนส้มมากยิ่งขึ้น แสงแบบวอร์มไวท์จะเหมาะกับห้องที่เราต้องการให้มีบรรยากาศสบาย ๆ อบอุ่น เหมาะแก่การพักผ่อน ดังนั้น หากว่าใครถามว่าไฟห้องนอนควรเป็นสีอะไร คำตอบคือ วอร์มไวท์แน่นอน
- คูลไวท์ (Cool White) จะมีแสงออกขาวนวล ๆ ไม่ถึงกับเป็นสีเหลือง แต่ก็ไม่ถึงกับขาวจ้า มีค่าอุณหภูมิของสีอยู่ที่ประมาณ 4,000-5,000 เคลวิน แสงแบบนี้เหมาะกับการติดตั้งในห้องน้ำ ห้องครัว
- เดย์ไลท์ (Daylight) เป็นแสงที่ใกล้เคียงกับแสงธรรมชาติในเวลากลางวัน สามารถมองเห็นวัตถุได้ชัดเจน สีไม่เพี้ยนไปจากความเป็นจริง มีค่าอุณหภูมิของสีอยู่ที่ประมาณ 6,000 เคลวิน เหมาะแก่การติดตั้งในห้องทำงาน ห้องอ่านหนังสือ
หลอดไฟ LED ทุกวันนี้ มีนวัตกรรมใหม่ ๆ ออกมามากมาย HI-TEK ก็เป็นหนึ่งผู้นำด้านนวัตกรรมไฟฟ้าและสว่าง ที่เราได้นำเข้าสินค้า หลอดไฟ LED ที่สามารถเปลี่ยนแสงได้ถึง 3 แสง ไม่ว่าจะเป็น วอร์มไวท์ (Warm white) คูลไวท์ (Cool white) และเดย์ไลท์ (Daylight) หรือจะเป็นหลอด LED Smart ที่เราสามารถเลือกแสงและสีได้ตามต้องการ กว่า 16 ล้านเฉดสี ที่จะสะดวกต่อการที่ลูกค้าอยากได้แสงที่ต้องการในเวลาที่แตกต่างกัน
เมื่อรู้หน่วยวัดความสว่างและสีของหลอดแล้ว คราวหน้าเราสามารถเลือกหลอดไฟให้ตรงกับ Mood&Tone ที่เราต้องการได้แบบมืออาชีพ อย่างเช่น ห้องนอนขนาด 20-25 ตารางเมตร ฝ้าเพดานสูง 2.50 เมตร ควรใช้ โคมดาวไลท์ กับ HI-TEK หลอด LED มวยไทย ขนาด 8W จำนวน 4 หลอด หรือ ห้องนั่งเล่นหรือห้องรับแขกถ้าขนาดพื้นที่ห้องประมาณ 20 ตารางเมตร ฝ้าเพดานสูง 2.50 เมตร ใช้ โคมดาวไลท์ กับ HI-TEK หลอด LED มวยไทย 10 วัตต์ จำนวน 4 หลอด
ค้นหาหลอดไฟจากแบรนด์ชั้นนำ ช็อปเลย
หากว่าใครยังไม่แน่ใจ ลองเข้ามาปรึกษาและเลือกซื้อได้ที่ Thai Electricity เราเป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายหลอดไฟและโคมไฟคุณภาพเยี่ยม แบรนด์ Hi-Tek สามารถเลือกชมและซื้อได้ที่เว็บไซต์ของเรา หรือที่หน้าร้านที่ถนนรามอินทรา (ฝั่งตรงข้ามแฟชั่น ไอส์แลนด์)
คำถามที่ถามบ่อยเกี่ยวกับการเลือกหลอดไฟ LED
ไฟห้องนอนควรติดแบบไหน ควรเป็นสีอะไรและใช้กี่วัตต์ดี ?
สำหรับห้องนอนแนะนำให้เลือกไฟสีวอร์มไลท์ (2,000–3,300 เคลวิน) เพื่อให้ได้บรรยากาศที่ผ่อนคลาย เหมาะแก่การพักผ่อน สำหรับห้องนอนทั่วไปแนะนำให้เลือกไฟ LED 7-12 วัตต์ ที่ให้ค่าความสว่างอยู่ที่ 600-1,000 ลูเมน แต่หากต้องการแสงสว่างมากขึ้น ให้เลือกใช้ไฟ LED ขนาด 12-15 วัตต์ขึ้นไป หรือเพิ่มจำนวนหลอดไฟภายในห้อง
อาคารที่มีเพดานสูง ๆ ควรติดตั้งหลอดไฟแบบใด ?
สำหรับโรงงาน คลังสินค้า โกดัง หรือบ้านที่มีเพดานสูงกว่า 3 เมตรขึ้นไป แนะนำให้ใช้หลอดไฟหรือโคมไฟที่ออกแบบมาใช้กับเพดานสูงโดยเฉพาะ อย่าง โคมไฟ LED High Bay ที่ให้แสงสว่างที่แรงและกระจายเป็นมุมกว้าง ช่วยให้ภายในห้องสว่างและปลอดภัย
เราจะวัดค่าลักซ์ (LUX) ได้อย่างไร ?
โดยปกติแล้วจะใช้ลักซ์มิเตอร์ (LUX meter) หรือเครื่องวัดแสง นอกจากนี้ยังสามารถใช้แอปพลิเคชันวัดแสงในสมาร์ตโฟนได้อีกด้วย
1 ลูเมนเท่ากับกี่ลักซ์ แล้วเราจะคำนวณได้อย่างไร ?
ที่จริงแล้วไม่สามารถแปลงจากลูเมนเป็นลักซ์ได้แบบตรง ๆ เพราะเป็นการวัดคนละประเภท
- ลูเมน เป็นการวัดปริมาณแสงที่ออกมาจากแหล่งกำเนิดแสง
- ลักซ์ เป็นหน่วยวัดที่ตกกระทบบนพื้นผิว โดย 1 ลักซ์จะเท่ากับ 1 ลูเมนต่อตารางเมตร
สูตรการคำนวณลักซ์จากลูเมน
ลักซ์ = ลูเมน ÷ พื้นที่
หลอดไฟ 100 ลูเมน ส่องบนพื้นที่ 1 ตารางเมตร
ลักซ์ = 100 ÷ 1 = 100 ลักซ์
แต่หากหลอดไฟ 100 ลูเมน ส่องบนพื้นที่ 2 ตารางเมตร
ลักซ์ = 100 ÷ 2 = 50 ลักซ์
ดังนั้น 1 ลูเมนจะไม่เท่ากับลักซ์ เพราะหากแสงที่ตกกระทบเปลี่ยนไป ค่าต่าง ๆ ก็จะเปลี่ยนตามไปด้วย
หลอดไฟ LED ในบ้านควรใช้กี่วัตต์ ?
ขึ้นอยู่กับขนาดของห้องและกิจกรรม ตัวอย่างเช่น ห้องนอนขนาด 6-10 ตารางเมตร แนะนำให้ใช้หลอดไฟ LED 3-5 วัตต์ จำนวน 4-5 หลอดก็เพียงพอต่อความต้องการ ห้องนั่งเล่นขนาด 15-25 ตารางเมตร แนะนำให้ใช้หลอดไฟ LED 7-9 วัตต์ จำนวน 4-6 หลอด






