• 0

    สินค้าที่ชอบ

    ไม่มีสินค้าที่ชอบ

  • 0

    ตะกร้า

    ไม่มีสินค้าในตะกร้า

Close

สมัครสมาชิก

Please.
Please.
Please.
Please.
Please.
Please.
Please.
Please.
Please.
Please.
Please.

*สมัครสมาชิกสําหรับผู้ประกอบการ จะต้องมีหนังสือรับรองบริษัทที่ไม่หมดอายุ

ลืมรหัสผ่าน

Please.

Beam Angle คืออะไร ทำไมสำคัญต่อการออกแบบแสงไฟในบ้าน

ห้องนั่งเล่นที่ติดตั้งไฟดาวน์ไลต์ที่มีมุมกระจายแสงที่เหมาะสม
เคยรู้สึกไหมว่า ทำไมแสงไฟจากที่หนึ่งถึงสบายตากว่าอีกที่หนึ่ง หรือบางร้านถ่ายรูปมุมไหนก็แสงสวยนวลตา นั่นเป็นเพราะการออกแบบแสงไฟโดยใช้หลักการ Beam Angle หรือมุมกระจายแสงให้เหมาะสมในแต่ละสถานที่ ซึ่งนอกจากจะช่วยถนอมสายตาแล้ว ยังช่วยประหยัดพลังงานได้มากขึ้นอีกด้วย

มุมกระจายแสง หรือ Beam Angle คืออะไร ?

Beam Angle คือ มุมของแสงที่กระจายออกมาจากหลอดไฟ โดยวัดจากจุดที่มีแสงสว่างมากที่สุดในแนวตรงกลางออกไปจนถึงบริเวณที่ความสว่างลดลงเหลือ 50% ซึ่งหมายถึงขอบของลำแสงที่สายตามนุษย์ยังมองเห็นว่าเป็นแสงที่มีผลต่อพื้นที่ใช้งาน

โดยทั่วไป Beam Angle ของหลอดไฟ LED จะมีตั้งแต่ 15 องศาไปจนถึง 120 องศา ยิ่งมุมแคบ แสงยิ่งพุ่งไปในจุดที่เฉพาะเจาะจง ส่วนมุมกว้างจะแผ่แสงออกไปคลุมพื้นที่มากขึ้น ซึ่งส่งผลต่อการใช้งานโดยตรง และช่วยให้นักออกแบบสามารถกำหนดจุดติดตั้งโคมไฟได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ประเภทของมุมกระจายแสง

นักออกแบบแสง หรือ Light Designer จะออกแบบหรือจัดแสงให้มีความเหมาะสมกับสถานที่ต่าง ๆ โดยพิจารณาจากมุมกระจายแสงเป็นหลัก โดยสามารถแบ่งประเภทออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ๆ ที่นำไปใช้ในกิจกรรมและพื้นที่ที่แตกต่างกัน ดังต่อไปนี้

มุมกระจายแสงต่ำกว่า 45 องศา

เป็นแสงที่มีความเข้มข้นสูงและลำแสงจะกระจุกตัวอยู่พื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งเท่านั้น เหมาะสำหรับการดีไซน์ให้แสงตกไปยังพื้นที่ที่ต้องการ โดยเฉพาะพื้นที่เล็ก ๆ ที่ต้องการให้แสงส่องไปยังจุดใดจุดหนึ่งเท่านั้น

ตัวอย่างเช่น ไฟอ่านหนังสือในเครื่องบิน ไฟภายในตู้เสื้อผ้า ไฟส่องผลงานศิลปะ

มุมกระจายแสงประมาณ 45-60 องศา

เป็นแสงมุมที่กว้างขึ้นมาอีกนิดหน่อย แต่ต้องการให้แสงตกกระทบบางส่วนหรือในพื้นที่ที่ต้องการเท่านั้น ไม่ไปรบกวนในบริเวณอื่น ๆ

ตัวอย่างเช่น ไฟประดับ ไฟทางเดิน โคมไฟอ่านหนังสือ โคมไฟบนโต๊ะทำงาน

มุมกระจายแสงประมาณ 60-90 องศา

แสงมุมกว้าง นิยมใช้ในบ้านมากที่สุด เนื่องจากให้แสงสว่างที่ครอบคลุมพื้นที่และให้ความสบายตา ไม่รู้สึกว่าแสงจ้าหรือเข้มจนเกินไป แต่ก็ยังสามารถใช้งานพื้นที่ได้อย่างปลอดภัย

ตัวอย่างเช่น ไฟในห้องนั่งเล่น ไฟในห้องนอน ไฟส่องป้ายขนาดกลาง

มุมกระจายแสงประมาณ 90-120 องศา

กระจายแสงในมุมกว้างมาก แสงสว่างกระจายไปทั่วบริเวณ ไม่ต้องใช้หลอดไฟหลายตัว ทำให้บำรุงรักษาง่าย เหมาะกับพื้นที่ขนาดใหญ่หรือมีเพดานสูง

ตัวอย่างเช่น ลานบ้าน โรงงาน สนามกีฬา โกดังสินค้า

มุมกระจายแสงสำคัญต่อการออกแบบพื้นที่อย่างไร ?

การเลือกมุมองศาหลอดไฟที่เหมาะสม ไม่เพียงแต่สร้างบรรยากาศที่ดี และเสริมให้พื้นที่ดูสวยงาม แต่ยังเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานไฟฟ้าอีกด้วย โดยมีความสำคัญดังต่อไปนี้

  • - ออกแบบแสงให้เพียงพอต่อความต้องการ หากใช้ไฟที่มีมุมกระจายแสงแคบในพื้นที่ที่กว้าง อาจทำให้บางจุดมืด กลายเป็นมุมอับ ต้องติดโคมไฟเพิ่ม ทำให้สิ้นเปลืองทั้งพลังงานและงบประมาณในการดูแล
  • - เหมาะกับกิจกรรมที่ทำ การเลือกไฟที่มีมุมกระจายแสงอย่างเหมาะสม จะช่วยให้การใช้งานมีประสิทธิภาพ และไม่รบกวนผู้อื่น ตัวอย่างเช่น ไฟบนเครื่องบินจะมีลำแสงที่แคบมาก แม้จะเปิดไฟแต่ก็ไม่รบกวนผู้โดยสารที่อยู่ข้าง ๆ
  • - ประหยัดพลังงานในระยะยาว สามารถเลือกเปิดไฟในพื้นที่ที่ต้องการเท่านั้น ไม่ต้องเปิดทั้งหมด เป็นการลดใช้ไฟฟ้าโดยไม่จำเป็น
  • - ช่วยให้บรรยากาศในบ้านอบอุ่นและสวยงาม การออกแบบแสงที่เหมาะสมจะเปลี่ยน Mood ของบ้านให้มีความแตกต่างกันออกไป ทั้งสามารถทำให้บ้านดูอบอุ่น ทันสมัย หรือว่าดูหรูหรา

ห้องครัวใช้ไฟที่มีมุมกระจายแสงประมาณ 30-50 องศา เพื่อให้มีแสงสว่างที่เพียงพอ

เทคนิคการเลือก Beam Angle ให้เหมาะกับแต่ละห้องในบ้าน

แม้ว่าเราจะไม่ได้เป็นนักออกแบบแสงมืออาชีพ แต่เราสามารถเลือกมุมองศาหลอดไฟให้เหมาะกับแต่ละห้องภายในบ้านได้

ห้องนั่งเล่น สร้างความอบอุ่นและผ่อนคลาย

ห้องนั่งเล่นเป็นจุดศูนย์รวมใจของคนในบ้าน ควรเลือกใช้หลอดไฟที่มีมุมปานกลาง คือ 60-90 องศา เพื่อให้แสงกระจายครอบคลุมพื้นที่โดยรอบ ไม่เป็นแสงที่เข้มจัดจนเกินไป ให้บรรยากาศที่ผ่อนคลายและอบอุ่น เสริมสร้างความรักความผูกพันของคนในครอบครัว

ห้องนอน เพื่อการพักผ่อนอย่างมีความสุข

ห้องนอนเป็นห้องที่เราไว้ใช้พักผ่อน แนะนำให้เลือกใช้ไฟที่มุมปานกลาง 60 องศา ซึ่งจะได้แสงที่ไม่เข้มจ้าจนเกินไปในจุดเดียว และยังให้แสงสว่างที่เพียงพอ สร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลาย สามารถใช้เวลาพักผ่อนได้อย่างสบายใจ

ห้องทำงาน โฟกัสได้ถูกจุด เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

แนะนำให้เลือกใช้ไฟมุมแคบ ประมาณ 45 องศา เพื่อให้แสงสว่างพุ่งไปบริเวณส่วนที่ทำงาน ทำให้เห็นงานที่ทำได้อย่างชัดเจน ไม่แสบตา และลดแสงสะท้อนจากหน้าจอ

ห้องครัว ให้แสงสว่างที่ชัดเจนและทั่วถึง

แนะนำให้ใช้ไฟที่มีมุมกระจายแสงประมาณ 30-50 องศา เพื่อให้แสงสว่างที่เพียงพอต่อการทำอาหาร ทำให้การใช้ห้องครัวมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

ห้องน้ำ เห็นพื้นที่อย่างทั่วถึงและสบายตา

ควรใช้ไฟที่มีมุมกระจายแสงกว้างมากกว่า 60 องศาขึ้นไป เพื่อให้สามารถใช้งานห้องน้ำได้อย่างสะดวกสบาย ไม่มีมุมอับที่มองไม่เห็น

พื้นที่ภายนอกบ้าน เพิ่มความปลอดภัยในยามค่ำคืน

ติดไฟมุมกว้างประมาณ 90-120 องศา บริเวณทางเดิน ลานจอดรถ หรือสนาม เพื่อให้แสงกระจายไปทั่วทั้งบริเวณ เพิ่มความปลอดภัย สามารถมองเห็นความผิดปกติได้ในมุมกว้าง

ซื้อหลอดไฟคราวหน้า อย่าลืมเช็ก Beam Angle

แม้ว่าหลอดไฟจะมีหลายประเภทให้เลือก ทั้งในเรื่องของวัตต์ แสงสี หรือดีไซน์ แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามเลยคือ มุมกระจายแสง หรือ Beam Angle เพราะมีผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพการใช้งานและอารมณ์ของแสงในแต่ละพื้นที่

ดังนั้น หากคุณกำลังวางแผนจัดแสงภายในบ้านใหม่ หรือกำลังมองหาโคมไฟที่เหมาะกับสไตล์และฟังก์ชันใช้งาน อย่าลืมพิจารณาเรื่อง Beam Angle ประกอบการตัดสินใจด้วยทุกครั้ง และหากต้องการคำแนะนำสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้กับพนักงานของ Thai Electricity ร้านขายโคมไฟ LED ที่มีสินค้าให้เลือกมากมายและหลากหลาย ตรงความต้องการของคุณ

สามารถสั่งซื้อสะดวกผ่านช่องทางออนไลน์ หรือเลือกชมสินค้าจริงได้ที่สำนักงานของเรา ตั้งอยู่บนถนนรามอินทรา กิโลเมตรที่ 10 เดินทางสะดวก มีที่จอดรถ เปิดให้บริการวันจันทร์-วันเสาร์ ตั้งแต่เวลา 8.30-17.30 น.

ข้อมูลอ้างอิง

  1. A Comprehensive Guide to Light Fixture Beam Angles: Understanding and Choosing the Right Beam Angle for Your Needs. สืบค้นเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2568 จาก https://fireflier.com/light-fixture-beam-angles/