• 0

    สินค้าที่ชอบ

    ไม่มีสินค้าที่ชอบ

  • 0

    ตะกร้า

    ไม่มีสินค้าในตะกร้า

Close

สมัครสมาชิก

Please.
Please.
Please.
Please.
Please.
Please.
Please.
Please.
Please.
Please.
Please.

*สมัครสมาชิกสําหรับผู้ประกอบการ จะต้องมีหนังสือรับรองบริษัทที่ไม่หมดอายุ

ลืมรหัสผ่าน

Please.

รู้จักภาวะกระแสไฟเกิน สาเหตุหลักและวิธีป้องกันฉบับช่าง

Key Takeaways :

ภาวะกระแสไฟเกิน (Overload) คือการใช้กระแสไฟฟ้าเกินขีดจำกัดที่สายไฟจะรองรับได้ ส่งผลให้เกิดความร้อนสะสม ฉนวนละลาย และเสี่ยงต่อการเกิดอัคคีภัยจากไฟฟ้าลัดวงจร สาเหตุหลักมักมาจากการเสียบปลั๊กพ่วงซ้อนกันเกินพิกัด การเพิ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าโหลดสูงโดยไม่ปรับปรุงขนาดสายไฟ และความผิดปกติของมอเตอร์เครื่องใช้ไฟฟ้า แนวทางการป้องกันที่สำคัญคือการติดตั้งตัวตัดกระแสไฟเกินหรือเบรกเกอร์ ทั้งยังต้องหมั่นสังเกตสัญญาณเตือนเบื้องต้น เช่น ไฟกะพริบหรือเต้ารับร้อนผิดปกติ และเดินสายไฟแยกวงจรสำหรับอุปกรณ์ที่กินกำลังไฟสูงเพื่อความปลอดภัยสูงสุด

สาเหตุหลักประการหนึ่งของเพลิงไหม้ ที่มักถูกระบุว่าเกิดจาก "ไฟฟ้าลัดวงจร" แท้จริงแล้วมีจุดเริ่มต้นมาจากภาวะกระแสไฟเกิน (Overload) ซึ่งเป็นสภาวะที่มีการสะสมความร้อนสูงภายในสายไฟโดยที่เจ้าของบ้านหรือแม้แต่ช่างไฟบางคนอาจไม่ทันสังเกตเห็น 

การทำความเข้าใจว่าภาวะนี้คืออะไร มีสัญญาณเตือนแบบไหน และจะรับมืออย่างไร ถือเป็นข้อมูลสำคัญและเป็นพื้นฐานด้านความปลอดภัยที่ทุกคนต้องทราบ เพื่อหยุดยั้งความเสียหายก่อนที่จะลุกลามจนเกิดเหตุร้ายแรง ในบทความนี้เราจะพาคุณไปเจาะลึกกลไกของปัญหา พร้อมวิธีสังเกตและป้องกันอย่างถูกต้องตามหลักวิศวกรรมไฟฟ้า

กระแสไฟเกิน สาเหตุที่ทำให้ไฟฟ้าลัดวงจร แก้ได้ด้วยตัวตัดกระแสไฟฟ้า

กระแสไฟเกินคืออะไร ทำไมถึงเป็นอันตราย ?

ในระบบไฟฟ้า สายไฟแต่ละขนาดถูกออกแบบมาให้รองรับปริมาณกระแสไฟฟ้าสูงสุดที่จำกัด เมื่อมีการใช้งานจนกระแสไฟฟ้าไหลผ่านสายไฟในปริมาณที่มากกว่าขีดจำกัดที่สายไฟเส้นนั้นจะสามารถทนทานได้ พลังงานไฟฟ้าส่วนเกินดังกล่าวจะไม่หายไปไหน แต่จะถูกเปลี่ยนเป็นความร้อนสะสมที่อยู่ภายในตัวนำทองแดง

ความเสี่ยงและอันตรายที่แฝงอยู่ เมื่อมีภาวะกระแสไฟเกิน

ความร้อนที่สะสมอย่างต่อเนื่องจะส่งผลให้ฉนวนพลาสติกที่หุ้มสายไฟ เช่น PVC หรือ XLPE เสื่อมสภาพ เกิดการหลอมละลาย กรอบ และหลุดล่อน เมื่อลวดทองแดงด้านในเปลือยเปล่าและบังเอิญมาสัมผัสกัน จะทำให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจร และเกิดประกายไฟรุนแรง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเกิดอัคคีภัยจากระบบไฟฟ้า

ไขข้อสงสัยกระแสไฟเกินเกิดจากอะไร ?

หลายคนมักมีคำถามว่ากระแสไฟเกินเกิดจากอะไร ซึ่งหากพูดถึงจากสภาพแวดล้อมการใช้งานจริง ปัญหานี้มักเกิดจากพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าและความผิดปกติของอุปกรณ์ โดยมีรายละเอียดดังนี้

  • การใช้งานปลั๊กพ่วงเกินพิกัด : การนำปลั๊กพ่วงมาต่อซ้อนกันหลายชั้น และเสียบเครื่องใช้ไฟฟ้าที่กินกำลังวัตต์สูงพร้อมกันในเต้ารับเดียว เช่น เตาแม่เหล็กไฟฟ้า เตารีด หรือกาน้ำร้อน จะทำให้กระแสไฟรวมพุ่งสูงทะลุขีดจำกัดของสายไฟเส้นหลักที่จ่ายไฟมายังจุดนั้น
  • การเพิ่มภาระโหลดโดยไม่ปรับปรุงสายไฟ : การติดตั้งเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่เพิ่มเติม เช่น เครื่องปรับอากาศ หรือเครื่องทำน้ำอุ่น โดยที่ยังคงฝืนใช้สายไฟและตู้เมนเบรกเกอร์ชุดเดิม ซึ่งมีขนาดพื้นที่หน้าตัดรองรับกระแสไฟได้น้อยกว่าความต้องการของโหลดใหม่
  • ความผิดปกติของเครื่องใช้ไฟฟ้า : เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีมอเตอร์เป็นส่วนประกอบ หากทำงานผิดปกติ เช่น ปั๊มน้ำขัดข้อง ลูกปืนฝืด หรือคอมเพรสเซอร์แอร์เสื่อมสภาพ มอเตอร์จะพยายามดึงกระแสไฟฟ้าเข้ามามากกว่าปกติถึง 3-5 เท่าในขณะทำงาน ทำให้เกิดภาวะกระแสไฟเกินในวงจรนั้นทันที

อุปกรณ์และตัวตัดกระแสไฟเกินที่ช่างไฟเลือกใช้

เพื่อความปลอดภัย ระบบไฟฟ้าจึงต้องมีตัวตัดกระแสไฟเกิน หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อ "เบรกเกอร์ (Circuit Breaker)" อุปกรณ์นี้คือหัวใจหลักที่ทำหน้าที่เป็นด่านหน้าคอยตรวจสอบและป้องกันปัญหา ภายในเบรกเกอร์จะมีชิ้นส่วนสำคัญคือ แผ่นโลหะคู่ เมื่อเกิดสภาวะที่ไฟเกินพิกัด ความร้อนสะสมจะทำให้แผ่นโลหะนี้ค่อย ๆ โก่งตัวจนไปปลดล็อกกลไกทางกล 

ส่งผลให้เบรกเกอร์ "ทริป (Trip)" หรือสับสวิตช์ตัดกระแสไฟออกจากระบบโดยอัตโนมัติ ข้อดีของเบรกเกอร์คือเมื่อช่างไฟหรือผู้ใช้งานแก้ไขสาเหตุของปัญหาเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็สามารถสับสวิตช์ขึ้นเพื่อจ่ายไฟต่อได้ทันทีโดยไม่ต้องเปลี่ยนอุปกรณ์ชิ้นใหม่

เช็กลิสต์สังเกตสัญญาณเตือน และวิธีป้องกันกระแสไฟเกิน



กระแสไฟเกิน สังเกตได้อย่างไรและควรป้องกันอย่างไรให้ไม่เกิดไฟลัดวงจร

วิธีสังเกตความผิดปกติเบื้องต้น

  • ไฟส่องสว่างในบ้านมีอาการกะพริบหรือหรี่ลงทุกครั้งเมื่อคอมเพรสเซอร์แอร์หรือปั๊มน้ำเริ่มทำงาน
  • สายไฟ เต้ารับ หรือปลั๊กพ่วงมีอุณหภูมิร้อนผิดปกติเมื่อใช้มือสัมผัส
  • เต้ารับมีรอยไหม้ สีคล้ำลง หรือกรอบพลาสติกเริ่มเปลี่ยนรูปและมีกลิ่นเหม็นไหม้
  • เบรกเกอร์ย่อยในตู้โหลดเซ็นเตอร์ตัดการทำงาน (ทริป) บ่อยครั้งโดยไม่มีสาเหตุการลัดวงจรที่ชัดเจน

แนวทางการป้องกันกระแสไฟเกินอย่างถูกวิธี

  • แยกวงจรไฟฟ้าสำหรับโหลดสูง : เครื่องใช้ไฟฟ้าที่กินกระแสไฟสูง เช่น เครื่องปรับอากาศ เครื่องทำน้ำอุ่น เตาอบ หรือเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า EV Charger ต้องเดินสายไฟแยกวงจรจากตู้เมนไฟฟ้าเสมอ โดยไม่ให้พ่วงการใช้งานร่วมกับเต้ารับจุดอื่น ๆ ในบ้าน
  • เลือกใช้อุปกรณ์ให้เหมาะสม : คำนวณกระแสไฟฟ้าให้สอดคล้องกับขนาดพื้นที่หน้าตัดของสายไฟ และเลือกใช้พิกัดแอมป์ของเบรกเกอร์ให้สัมพันธ์กันเพื่อความปลอดภัยสูงสุด

การป้องกันปัญหาตั้งแต่ต้นทางคือวิธีที่ดีที่สุดในการปกป้องบ้านและทรัพย์สินของคุณให้พ้นจากอัคคีภัย พร้อมกับเสริมสร้างความปลอดภัยด้วยการติดตั้งเบรกเกอร์คุณภาพสูง ที่ผลิตจากวัสดุไม่ลามไฟ แข็งแรงทนทาน และมีระบบกลไกการตัดไฟที่แม่นยำฉับไวตามมาตรฐานสากล เพื่อให้ทุกวงจรไฟฟ้าในบ้านและโรงงานของคุณได้รับการปกป้องอย่างสมบูรณ์แบบ เลือกอุปกรณ์ป้องกันไฟฟ้าที่ได้มาตรฐาน เลือก Thai Electricity

หากต้องการคำแนะนำเพิ่มเติมจากผู้เชี่ยวชาญ สามารถเข้ามาตรวจสอบสเปกและสัมผัสสินค้าจริงได้ที่สำนักงานของเรา

  • ที่ตั้ง : ถนนรามอินทรา กิโลเมตรที่ 10 เดินทางสะดวก มีพื้นที่รองรับสำหรับจอดรถ
  • วันและเวลาทำการ : เปิดให้บริการทุกวันจันทร์ - วันเสาร์ เวลา 08.30 - 17.30 น.

 

ข้อมูลอ้างอิง

  1. Don’t Overload Your Home. สืบค้นเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 จาก https://www.esfi.org/dont-overload-your-home/

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับกระแสไฟเกินและความปลอดภัย (FAQs)

Q: เบรกเกอร์ที่บ้านตัดบ่อยมาก เกิดจากอะไร และควรแก้ปัญหาอย่างไร ? 

A: สาเหตุหลักมักเกิดจากมีการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าพร้อมกันมากเกินกว่าพิกัดของเบรกเกอร์ตัวนั้น วิธีแก้คือให้ลองถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าบางชิ้นออก หากเบรกเกอร์ยังตัดอยู่ อาจเกิดจากสายไฟเสื่อมสภาพหรือมีจุดลัดวงจร ควรเรียกช่างไฟฟ้ามืออาชีพเข้ามาใช้มัลติมิเตอร์หรือแคลมป์มิเตอร์เพื่อตรวจสอบหาจุดที่ผิดปกติ ห้ามเปลี่ยนเบรกเกอร์ให้มีขนาดแอมป์ใหญ่ขึ้นเองเด็ดขาด

Q: การเสียบปลั๊กพ่วงต่อกันหลาย ๆ อัน อันตรายแค่ไหน ?

A: อันตรายมาก แม้ปลั๊กพ่วงจะมีช่องเสียบหลายช่อง แต่สายไฟหลักของปลั๊กพ่วงนั้นถูกออกแบบมาให้รับกระแสรวมได้จำกัด หากนำมาต่อซ้อนกันและเสียบอุปกรณ์ทำความร้อน จะทำให้สายไฟหลักของปลั๊กพ่วงรับภาระหนักเกินไปจนเกิดความร้อนสะสม ฉนวนละลาย และลัดวงจรจนเกิดไฟไหม้ในที่สุด

Q: จะรู้ได้อย่างไรว่าถึงเวลาที่ต้องเดินสายไฟและเปลี่ยนตู้เบรกเกอร์ใหม่ ? 

A: ควรพิจารณาปรับปรุงระบบไฟฟ้าเมื่อมีการต่อเติมบ้าน หรือติดตั้งเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นหลายจุด เช่น แอร์หลายตัว หรือเครื่องทำน้ำอุ่น หรือหากระบบสายไฟเดิมมีอายุการใช้งานเกิน 15-20 ปี และเริ่มมีสัญญาณเตือน เช่น สายไฟกรอบ แข็ง ฉนวนเปลี่ยนสี หรือเบรกเกอร์เมนเริ่มมีอุณหภูมิร้อนเมื่อจับ

Q: ฟิวส์กับเบรกเกอร์ แตกต่างกันอย่างไรในการป้องกันปัญหาไฟเกิน ? 

A: ทั้งสองทำหน้าที่ตัดวงจรเมื่อกระแสไฟเกินเหมือนกัน แต่ฟิวส์ใช้หลักการของเส้นลวดที่ทนกระแสได้จำกัด เมื่อไฟเกินเส้นลวดจะหลอมละลายและขาดไป ต้องซื้อฟิวส์ตัวใหม่มาเปลี่ยนเท่านั้น ในขณะที่เบรกเกอร์ใช้กลไกแผ่นโลหะคู่หรือกลไกแม่เหล็กไฟฟ้า เมื่อตัดวงจรแล้วสามารถสับสวิตช์ (Reset) เพื่อให้ระบบกลับมาทำงานได้ทันที จึงมีความสะดวกและปลอดภัยกว่ามากในระยะยาว