• 0

    สินค้าที่ชอบ

    ไม่มีสินค้าที่ชอบ

  • 0

    ตะกร้า

    ไม่มีสินค้าในตะกร้า

Close

สมัครสมาชิก

Please.
Please.
Please.
Please.
Please.
Please.
Please.
Please.
Please.
Please.
Please.

*สมัครสมาชิกสําหรับผู้ประกอบการ จะต้องมีหนังสือรับรองบริษัทที่ไม่หมดอายุ

ลืมรหัสผ่าน

Please.

คู่มือการออกแบบแสงสว่างอย่างมืออาชีพสำหรับบ้านและอาคาร

Key Takeaways
การออกแบบแสงสว่าง (Lighting Design) เป็นมากกว่าแค่การติดตั้งหลอดไฟ แต่เป็นกระบวนการที่ต้องใช้ เทคนิคอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างสรรค์พื้นที่ที่ตอบโจทย์ทั้งด้านความสวยงาม ความปลอดภัย และสุขภาพสายตาของผู้ใช้งาน ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ใช้เทคนิค Layering Light โดยการผสมผสานแสง 4 ชนิด ได้แก่ แสง Ambient สำหรับความสว่างทั่วไป, Task Light สำหรับกิจกรรมที่ต้องการความละเอียด, Accent Light เพื่อเน้นจุดเด่น และ Decorative Light เพื่อบ่งบอกสไตล์ การเลือกประเภทแสงต้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของพื้นที่ เช่น ห้องทำงานควรใช้แสงขาวที่สม่ำเสมอเพื่อลดความล้าของดวงตา และห้องนอนควรใช้แสง Warm White เพื่อส่งเสริมการพักผ่อน นอกจากนี้ การจัดการแสงจ้า การบูรณาการแสงธรรมชาติ และการใช้ระบบควบคุมแสง เช่น สวิตช์หรี่ไฟ (Dimmer) จะช่วยให้คุณปรับบรรยากาศและประหยัดพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แสงสว่างไม่ใช่แค่ช่วยให้สามารถมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างชัดเจน หรือเป็นเรื่องของความปลอดภัยเท่านั้น แต่ยังช่วยกำหนดบรรยากาศ ปรับเปลี่ยนอารมณ์ และยกระดับการใช้สอยของแต่ละพื้นที่ให้สมบูรณ์แบบ หลายคนมักมองข้ามความสำคัญของการออกแบบแสงสว่าง โดยทิ้งให้เป็นเพียงเรื่องของการติดตั้งโคมไฟให้จบไป ซึ่งความเข้าใจผิดนี้มักนำมาสู่ปัญหา เช่น แสงจ้าเกินไป พื้นที่อับแสง หรือความรู้สึกหม่นหมองในพื้นที่ที่ควรจะเป็นมุมแห่งการพักผ่อน

ด้วยเหตุนี้ การออกแบบแสงสว่างอย่างเป็นระบบ จึงเป็นทักษะสำคัญที่ทั้งเจ้าของบ้านและช่างไฟยุคใหม่ต้องมี เพื่อให้สามารถสร้างสรรค์พื้นที่ที่สวยงามควบคู่ไปกับความปลอดภัยและการใช้งานที่ยั่งยืน
การออกแบบแสงสว่างในพื้นที่บ้าน โดยการใช้แสงไฟหลากหลายประเภท

การออกแบบแสงสว่างคืออะไร ?

การออกแบบแสงสว่าง (Lighting Design) คือกระบวนการจัดการแสงทั้งจากธรรมชาติและจากการประดิษฐ์ เพื่อให้ตอบโจทย์ทั้งด้านการใช้งาน และความสวยงาม ซึ่งการจัดวางตำแหน่งไฟที่ถูกต้องไม่เพียงแต่ช่วยให้มองเห็นได้ชัดเจน แต่ยังส่งผลต่อสุขภาพสายตา ประสิทธิภาพในการทำงาน และบรรยากาศโดยรวมของพื้นที่นั้น ๆ

ประเภทของแสงสว่าง

เราสามารถแบ่งประเภทของแสงออกเป็น 4 ประเภทหลัก ดังนี้

Ambient Lighting

เป็นแสงสว่างหลักที่กระจายความสว่างให้ครอบคลุมทั้งพื้นที่ เพื่อให้มองเห็นภาพรวมและสามารถเคลื่อนที่ได้อย่างปลอดภัย ในการเลือกอุปกรณ์จึงควรคำนึงถึงมุมกระจายแสงเพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่โดยไม่เกิดจุดอับแสง อย่างเช่น หลอดไฟยาว LED หรือไฟดาวน์ไลท์บนเพดาน

Task Lighting

เป็นแสงสว่างที่ส่องในจุดที่ต้องการความละเอียด เช่น พื้นที่เตรียมอาหาร หรือโต๊ะทำงาน ที่แสงสว่างหลักอาจไม่เพียงพอ Task Lighting จึงเข้ามามีบทบาทในการเพิ่มความเข้มแสง (Lux) ให้สูงขึ้น เพื่อช่วยลดความผิดพลาดในการทำงานและถนอมสายตา

Accent Lighting

ใช้สำหรับการสร้างมิติและความน่าสนใจให้กับสถาปัตยกรรมภายในหรือวัตถุจัดโชว์ การใช้แสงที่มีความเข้มมากกว่าแสงหลัก 3 เท่า จะช่วยดึงสายตาให้โฟกัสไปยังจุดที่ต้องการ

Decorative Lighting

แสงประเภทนี้ไม่เน้นความสว่างเพื่อการใช้งาน แต่เน้นไปที่รูปลักษณ์ของโคมไฟและบรรยากาศที่สร้างขึ้น เช่น โคมไฟระย้า (Chandelier) เพื่อเพิ่มความหรูหราให้พื้นที่

เปรียบเทียบประเภทของโคมไฟและตัวอย่างอุปกรณ์ที่ใช้งาน

ประเภทของแสง จุดประสงค์หลัก ตัวอย่างอุปกรณ์
Ambient Lighting แสงสว่างหลัก ให้ความสว่างทั่วไป ดาวน์ไลท์ หลอดไฟยาว LED
Task Lighting แสงสำหรับทำกิจกรรมเฉพาะ โคมไฟอ่านหนังสือ ไฟใต้ตู้ครัว
Accent Lighting แสงเพื่อเน้นจุดเด่น วัตถุ หรือผนัง ไฟส่องภาพ ไฟสปอตไลท์ขนาดเล็ก
Decorative Lighting แสงเพื่อตกแต่ง บ่งบอกสไตล์ แชนเดอเลียร์ โคมไฟดีไซน์เฉพาะตัว
การออกแบบแสงสว่างในห้อง ที่ใช้หลากหลายเทคนิค

เทคนิคออกแบบแสงสว่างแบบมืออาชีพให้สวยและใช้งานได้จริง

การออกแบบแสงสว่างแบบมืออาชีพไม่ได้หยุดอยู่แค่การจัดวางให้สว่าง แต่เป็นการสร้างประสบการณ์ให้กับผู้ใช้งานผ่านเทคนิคดังต่อไปนี้

การสร้างมิติด้วยเทคนิค Layering Light

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดคือการใช้แสงเพียงชนิดเดียวในห้องใดห้องหนึ่ง ทำให้แสงขาดมิติ หรือมีจุดบอดโดยไม่ได้ตั้งใจ ดังนั้น การออกแบบแสงสว่างของช่างไฟส่วนใหญ่จึงมักนิยมใช้ Layering Light คือการนำแสงทั้ง 4 ประเภทมาผสมผสานกัน เช่น ในห้องนั่งเล่นใช้ไฟซ่อนฝ้า (Ambient) ร่วมกับไฟส่องรูปภาพ (Accent) และโคมไฟตั้งพื้นข้างโซฟา (Task/Decorative) เพื่อให้สามารถปรับเปลี่ยนบรรยากาศได้ตามช่วงเวลา

เทคนิคการส่องผนัง (Wall Washing vs. Grazing)

เรามักจะเห็นเทคนิคนี้ตามอาคารต่าง ๆ เพื่อให้แสงสว่างช่วยให้การตกแต่งอาคารในภาพรวมดูสวยงามและได้บรรยากาศที่ต้องการ

  • - เทคนิค Wall Washing เป็นการติดตั้งโคมไฟห่างจากผนังเพื่อให้แสงอาบลงบนพื้นผิวอย่างสม่ำเสมอ ช่วยให้ห้องดูมีขนาดใหญ่ขึ้นและลดความรู้สึกอึดอัด
  • - เทคนิค Grazing ติดตั้งโคมไฟให้ใกล้กับผนังเพื่อให้แสงเฉียงลงไปบนพื้นผิวเพื่อสร้างความสวยงาม เช่น ผนังหินหรืออิฐ ช่วยขับเน้นลวดลายและสร้างเงาที่น่าสนใจ

การจัดการแสงจ้า

แสงสว่างที่จ้าเกินไป อาจจะทำให้แสบตาได้ ดังนั้นจึงควรวางตำแหน่งโคมไฟให้เยื้องจากระดับสายตา และใช้โคมไฟที่มีการควบคุมทิศทางของแสง เพื่อไม่ให้แสงแยงตา นอกจากนี้ ในพื้นที่ทำงานหรือห้องทำงาน ยังจะต้องหลีกเลี่ยงจุดที่แสงจะสะท้อนหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือทีวีโดยตรงด้วย

การบูรณาการแสงธรรมชาติ

การออกแบบช่องแสงธรรมชาติต้องสัมพันธ์กับการวางวงจรไฟฟ้า ซึ่งการติดตั้งเซนเซอร์ตรวจจับแสงสว่าง (Daylight Sensor) จะช่วยลดกำลังไฟของหลอดไฟฟ้าในช่วงที่แสงธรรมชาติเพียงพอ ทำให้นอกจากจะได้แสงสว่างที่สบายตาแล้ว ยังช่วยประหยัดไฟได้อีกด้วย

การใช้ระบบควบคุมแสง

การติดตั้งสวิตช์หรี่ไฟ (Dimmer) ช่วยให้สามารถปรับความเข้มแสงได้ตามความต้องการ อีกทั้งไม่เพียงแต่ช่วยสร้างบรรยากาศที่หลากหลายให้เหมาะกับแต่ละช่วงเวลา แต่ยังช่วยลดความสว่างในจุดที่ไม่จำเป็นลงได้

การออกแบบแสงสว่างตามประเภทพื้นที่

พื้นที่ในแต่ละห้องมีวัตถุประสงค์การใช้งานที่แตกต่างกัน จึงควรออกแบบไฟที่ให้แสงสว่างที่แตกต่างกันออกไปตามการใช้งาน

ห้องนั่งเล่น

พื้นที่สำหรับพักผ่อนและรับแขก ต้องการความยืดหยุ่นสูง ควรใช้แสงที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย แนะนำให้ใช้ติดตั้งสวิตช์หรี่ไฟ (Dimmer) เพื่อควบคุมบรรยากาศ หากพื้นที่นั้นมีการโชว์ของสะสม ควรเพิ่มไฟส่องเน้นในตู้หรือชั้นวาง เพื่อสร้างจุดนำสายตา

ห้องครัว

เป็นพื้นที่ที่ต้องการแสงสว่างที่ชัดเจน เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการทำครัว ซึ่งโดยปกติแล้วแสงหลักกลางห้องมักจะถูกบังโดยตัวผู้ใช้งานขณะยืนที่เคาน์เตอร์ จึงจำเป็นต้องติดตั้งไฟบริเวณใต้ตู้แขวนเพื่อส่องลงบนเคาน์เตอร์โดยตรง แสงที่ใช้ควรเป็นแสงสีขาว (Daylight หรือ Cool White) เพื่อให้เห็นสีสันของวัตถุดิบชัดเจน

ห้องนอน

ห้องนอนเป็นห้องที่เราจะใช้นอนหลับพักผ่อน การออกแบบแสงสว่างภายในห้องจึงต้องนุ่มนวลและอบอุ่น เพื่อสร้างบรรยากาศการพักผ่อน ควรหลีกเลี่ยงการวางตำแหน่งไฟดาวน์ไลท์ตรงกับตำแหน่งหมอน และให้ใช้ไฟ Indirect Light หรือไฟซ่อนที่สะท้อนจากฝ้าเพดานแทน เพื่อไม่ให้รบกวนการนอน

ห้องทำงาน

เป็นห้องที่ต้องการแสงสว่างที่สม่ำเสมอ เพื่อลดความล้าของดวงตา จึงควรใช้แสงขาวที่ช่วยให้ตื่นตัว และมีโคมไฟตั้งโต๊ะเพื่อเพิ่มความสว่างเฉพาะจุดในการอ่านเอกสาร

โถงบันไดและทางเดิน

ในจุดนี้ต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัย นอกจากการติดตั้งไฟจากเพดานแล้ว แนะนำให้ติดตั้งไฟระดับพื้น (Step Light) หรือไฟกิ่งผนังจะช่วยระบุตำแหน่งขั้นบันไดได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น สามารถกะระยะขั้นบันไดได้อย่างแม่นยำ

ออกแบบแสงสว่างด้วยหลอดไฟและโคมไฟคุณภาพดีจาก Thai Electricity

หากคุณกำลังมองหาอุปกรณ์สำหรับการออกแบบแสงสว่าง ไม่ว่าจะเป็นหลอดไฟยาว LED ประสิทธิภาพสูง หลอดไฟประหยัดพลังงาน หรืออุปกรณ์ควบคุมแสงสว่างประเภทต่าง ๆ สามารถเลือกชมสินค้าได้ที่ Thai Electricity เรามีอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ครบครัน พร้อมมาตรฐาน มอก. เพื่อให้การออกแบบแสงสว่างในบ้านของคุณสวยงาม ปลอดภัย และใช้งานได้จริง

สามารถเลือกซื้อสินค้าที่ตอบโจทย์ทุกพื้นที่การใช้งานได้อย่างสะดวกสบายผ่านช่องทางออนไลน์ หรือหากต้องการตรวจสอบสเปกและสัมผัสแสงจริงจากตัวผลิตภัณฑ์ สามารถเข้ามาเยี่ยมชมได้ที่สำนักงานของเรา

ที่ตั้ง: ถนนรามอินทรา กิโลเมตรที่ 10 (เดินทางสะดวก มีพื้นที่รองรับสำหรับจอดรถ)

วันและเวลาทำการ: เปิดให้บริการทุกวันจันทร์ - วันเสาร์ เวลา 08.30 - 17.30 น.

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการออกแบบแสงสว่าง (FAQs)

Q: การติดตั้งสวิตช์หรี่ไฟ (Dimmer) กับหลอดไฟทั่วไปทุกชนิดสามารถทำได้หรือไม่ ?

A: ไม่สามารถทำได้เสมอไป การติดตั้งสวิตช์หรี่ไฟต้องใช้หลอดไฟที่เป็นรุ่น Dimmable เท่านั้น หากนำหลอดไฟทั่วไปที่ไม่รองรับการหรี่แสงไปใช้งาน อาจทำให้อุปกรณ์เสียหาย สั่น หรือเกิดเสียงรบกวน รวมถึงอายุการใช้งานของหลอดไฟจะสั้นลง

Q: หลอดไฟ LED ที่มีค่าลูเมน (Lumen) สูงกว่า จะกินไฟมากกว่าเสมอไปหรือไม่ ?

A: ไม่เสมอไป ประสิทธิภาพของ LED วัดที่ค่าลูเมนต่อวัตต์ หลอดไฟที่ใช้เทคโนโลยีใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงอาจให้ความสว่าง (ลูเมน) เท่าเดิมหรือมากกว่า ในขณะที่ใช้กำลังไฟ (วัตต์) น้อยลงกว่าหลอดไฟรุ่นเก่า

Q: ในการออกแบบระบบแสงสว่างสำหรับบ้านพักอาศัย ควรคำนึงถึงค่าความสว่างสะท้อนกลับจากผนังหรือไม่ ?

A: ควรคำนึงถึงอย่างยิ่ง สีและผิวสัมผัสของผนังมีผลต่อความสว่างของห้อง ผนังสีขาวหรือสีอ่อนจะช่วยสะท้อนแสงได้มากกว่า ทำให้ห้องดูสว่างขึ้น ในขณะที่ผนังสีเข้มหรือพื้นผิวขรุขระจะดูดซับแสง หากทาสีผนังเป็นโทนเข้ม ผู้ออกแบบอาจต้องเพิ่มจำนวนโคมไฟหรือเพิ่มความสว่าง (ลูเมน) เพื่อให้ได้ระดับความสว่างรวมที่เหมาะสม

Q: แสงสีฟ้า (Blue Light) จากหลอดไฟ LED มีผลต่อการนอนหลับจริงหรือไม่ ?

A: มีผลจริง แสงสีฟ้าหรือแสงที่มีค่าอุณหภูมิสีสูง เช่น 6500K จะไปยับยั้งการหลั่งเมลาโทนินในร่างกาย ทำให้รู้สึกตื่นตัวและนอนหลับยากขึ้น ในพื้นที่ห้องนอนจึงควรหลีกเลี่ยงหลอดไฟที่มีค่าอุณหภูมิสีสูงและหันไปใช้ Warm White (2700K-3000K) แทนเพื่อช่วยให้ร่างกายเข้าสู่โหมดพักผ่อนได้ดียิ่งขึ้น


ข้อมูลอ้างอิง

  1. Lighting Design: Techniques to Transform Interior Spaces. สืบค้นเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2569 จาก https://marymount.edu/blog/lighting-design-techniques-to-transform-interior-spaces/#gsc.tab=0
  2. 10 Most Effective Lighting Techniques for Great Interiors. สืบค้นเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2569 จาก https://orangelighting.co.uk/10-lighting-design-techniques/