• 0

    สินค้าที่ชอบ

    ไม่มีสินค้าที่ชอบ

  • 0

    ตะกร้า

    ไม่มีสินค้าในตะกร้า

Close

สมัครสมาชิก

Please.
Please.
Please.
Please.
Please.
Please.
Please.
Please.
Please.
Please.
Please.

*สมัครสมาชิกสําหรับผู้ประกอบการ จะต้องมีหนังสือรับรองบริษัทที่ไม่หมดอายุ

ลืมรหัสผ่าน

Please.

โคมไฟโรงงานอุตสาหกรรมมีกี่ประเภท เลือกอย่างไรให้คุ้มค่า ?

Key Takeaways :

พื้นที่ภายในโรงงานอุตสาหกรรมมีความต้องการระบบแสงสว่างที่ทนทานและปลอดภัยสูงกว่าอาคารทั่วไป การเลือกโคมไฟโรงงานอุตสาหกรรมที่ได้มาตรฐานและเหมาะสมกับพื้นที่ใช้งานจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและลดอุบัติเหตุ ปัจจุบัน โคมไฟที่ใช้ในโรงงานมีหลากหลายรูปแบบ เช่น โคมไฟไฮเบย์สำหรับเพดานสูง โคมไฟกันน้ำกันฝุ่นสำหรับพื้นที่ที่มีความชื้น และโคมไฟกันระเบิดสำหรับพื้นที่เสี่ยงสารเคมีไวไฟ การตัดสินใจเลือกระบบแสงสว่างควรประเมินจากสภาพแวดล้อมหน้างาน ระดับความสูงของเพดาน และค่าความสว่างที่กฎหมายแรงงานกำหนด เพื่อให้ได้โคมไฟโรงงานที่คุ้มค่า ปลอดภัย และใช้งานได้ยาวนาน

โคมไฟโรงงานต้องมีความสว่างตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด

พื้นที่อุตสาหกรรมมีความต้องการแสงสว่างที่แตกต่างจากอาคารบ้านเรือนทั่วไปอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากสภาพแวดล้อมในการทำงานมักเต็มไปด้วยฝุ่นละออง ความชื้น สารเคมี และการเปิดใช้งานต่อเนื่องยาวนาน การเลือกใช้โคมไฟโรงงานจึงไม่ใช่แค่การพิจารณาเรื่องความสว่าง แต่ต้องคำนึงถึงความทนทาน ความปลอดภัย และสอดคล้องกับมาตรฐานการทำงานด้วย 

โคมไฟโรงงานอุตสาหกรรมคืออะไร ทำไมจึงมีความสำคัญในระบบการผลิต ? 

โคมไฟโรงงาน คือ โคมไฟที่ถูกออกแบบมาสำหรับใช้ในโรงงานและพื้นที่อุตสาหกรรม ถูกสร้างขึ้นด้วยมาตรฐานทางวิศวกรรมที่สูงกว่าอุปกรณ์ส่องสว่างทั่วไป โดยใช้วัสดุที่แข็งแรงทนทานเป็นพิเศษ มีระบบระบายความร้อนที่ดีเยี่ยม เพื่อรองรับการเปิดใช้งานต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง ที่สำคัญยังมีการออกแบบโครงสร้างเพื่อป้องกันไม่ให้วงจรไฟฟ้าภายในเกิดความเสียหาย

ซึ่งนอกจากความทนทานแล้ว แสงสว่างที่ได้มาตรฐานยังส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพในการทำงานของพนักงาน อีกทั้งแสงที่สม่ำเสมอและไม่เกิดการกะพริบจะช่วยลดอุบัติเหตุจากความเหนื่อยล้าของดวงตา ลดความผิดพลาดในกระบวนการผลิต และเพิ่มความแม่นยำในการตรวจสอบคุณภาพสินค้า (QC) ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการรักษามาตรฐานทางอุตสาหกรรม

โคมไฟโรงงานมีกี่แบบ และแต่ละประเภทเหมาะกับงานลักษณะใด ? 

หลายคนมักมีคำถามว่า โคมไฟโรงงานมีกี่ประเภท และควรเลือกใช้อย่างไรให้ตรงกับโครงสร้างของอาคาร เพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจ ที่จริงแล้วเราสามารถแบ่งประเภทของโคมไฟตามลักษณะการติดตั้งและฟังก์ชันการใช้งานได้ 6 รูปแบบหลัก ดังนี้

1. โคมไฟไฮเบย์ (LED High Bay)

เป็นโคมไฟไฮเบย์ที่ออกแบบมาสำหรับพื้นที่ที่มีเพดานสูงตั้งแต่ 6 เมตรขึ้นไป เช่น คลังสินค้าขนาดใหญ่ โกดังเก็บของ หรือโถงโรงงานผลิต โคมไฟชนิดนี้จะให้มุมกระจายแสง (Beam Angle) ที่กว้างและมีกำลังส่องสว่างสูง เพื่อให้แสงเดินทางทะลุผ่านความสูงลงมาถึงระดับสายตาและการปฏิบัติงานที่พื้นได้อย่างสม่ำเสมอโดยไม่สูญเสียความเข้มของแสงไป 

2. โคมไฟโลว์เบย์ (Low Bay)

โคมไฟประเภทนี้มีลักษณะการทำงานคล้ายกับโคมไฮเบย์ แต่ถูกปรับองศาการกระจายแสงและกำลังวัตต์ให้เหมาะสมกับพื้นที่ที่มีระดับเพดานความสูงระดับกลาง ประมาณ 4.5 ถึง 6 เมตร การออกแบบเลนส์กระจายแสงของโคมโลว์เบย์จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดแสงจ้าแยงตาและรบกวนการทำงานของพนักงานมากเกินไป

3. โคมไฟกันน้ำกันฝุ่น (IP Rated / Tri-proof Light)

เป็นโคมไฟที่ได้รับการรับรองมาตรฐานการป้องกันฝุ่นและน้ำ (IP Rating) ในระดับสูง เช่น IP65 หรือ IP66 เหมาะอย่างยิ่งสำหรับโรงงานผลิตอาหาร โรงงานเครื่องดื่ม หรือพื้นที่ที่มีความชื้นสูงและต้องมีการฉีดล้างทำความสะอาดด้วยน้ำแรงดันสูงเป็นประจำ ตัวโคมมักผลิตจากวัสดุที่ทนทานต่อแรงกระแทกและการกัดกร่อน

4. โคมไฟกันระเบิด (Explosion Proof)

โคมไฟประเภทนี้ออกแบบมาให้ใช้ในพื้นที่เสี่ยงอันตราย เช่น โรงกลั่นน้ำมัน โรงงานผลิตสารเคมี โรงพ่นสี หรือพื้นที่ที่มีฝุ่นผงที่ติดไฟได้ โครงสร้างของโคมไฟจะถูกหล่อขึ้นรูปอย่างหนาแน่นเพื่อทนทานต่อแรงระเบิด และป้องกันอย่างเด็ดขาดไม่ให้ประกายไฟหรือความร้อนจากวงจรภายในโคมเล็ดลอดออกไปทำปฏิกิริยากับสารไวไฟในบรรยากาศภายนอก 

5. โคมไฟรางยาว หรือโคมเส้น (Linear / Batten)

โคมไฟที่ให้แสงสว่างในแนวยาวต่อเนื่อง เหมาะสำหรับติดตั้งตามไลน์การผลิตที่มีความยาว โถงทางเดิน หรือระหว่างชั้นวางสินค้าในคลังสินค้า ข้อดีของโคมไฟประเภทนี้คือช่วยให้แสงสว่างกระจายตัวสม่ำเสมอตลอดแนวทางเดินโดยไม่เกิดเงาดำระหว่างช่วงต่อของโคมไฟ

6. โคมไฟส่องเฉพาะจุด (Spot / Task Lighting)

เป็นโคมไฟที่ใช้สำหรับเพิ่มความเข้มของแสง (Lux) ลงบนพื้นที่ปฏิบัติงานเฉพาะจุด มักใช้เสริมในพื้นที่ที่ต้องการความละเอียดแม่นยำสูงและแสงสว่างแบบทั่วไปไม่เพียงพอ เช่น โต๊ะประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็ก โต๊ะงานช่างฝีมือ หรืองานตรวจสอบคุณภาพสินค้าที่ต้องเพ่งเล็งรายละเอียด

ตารางเปรียบเทียบประเภทของโคมไฟโรงงาน

เพื่อให้เห็นภาพรวมและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างรวดเร็ว ลองพิจารณาตารางเปรียบเทียบคุณสมบัติของโคมไฟแต่ละประเภทด้านล่างนี้ 

ประเภทโคมไฟ

ระดับความสูงการติดตั้งที่แนะนำ

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม

จุดเด่นสำคัญ

ไฮเบย์ (High Bay)

6 เมตรขึ้นไป

คลังสินค้า, โถงโรงงาน

ส่องสว่างได้ไกล ครอบคลุมพื้นที่กว้าง

โลว์เบย์ (Low Bay)

4.5 - 6 เมตร

ไลน์ผลิตทั่วไป, โรงรถ

ลดแสงแยงตา ให้แสงนุ่มนวล

กันน้ำกันฝุ่น (Tri-proof)

ติดตั้งได้ทุกระดับ

โรงงานอาหาร, ห้องเย็น

ป้องกันน้ำ ฝุ่น และการกัดกร่อน

กันระเบิด (Explosion Proof)

ตามความเสี่ยงของพื้นที่

โรงงานเคมี, ปั๊มน้ำมัน

ป้องกันประกายไฟจุดชนวนระเบิด

โคมรางยาว (Linear)

ติดตั้งได้ทุกระดับ

ทางเดิน, ชั้นวางสินค้า

ให้แสงยาวต่อเนื่อง ไม่เกิดเงาดำตกกระทบ

ส่องเฉพาะจุด (Task Lighting)

ระดับสายตา / โต๊ะทำงาน

แผนก QC, โต๊ะประกอบชิ้นส่วน

เพิ่มความสว่างเฉพาะจุดสำหรับงานละเอียด


ความสว่างของโคมไฟโรงงานบริเวณงานละเอียดและงานหยาบต้องการแสงไฟที่แตกต่างกัน

เทคนิคการเลือกใช้โคมไฟโรงงานให้เหมาะสมและปลอดภัย

การตัดสินใจติดตั้งระบบแสงสว่างในโรงงานต้องพิจารณาปัจจัยเชิงวิศวกรรมหลายด้านประกอบกัน เพื่อให้การลงทุนเกิดความคุ้มค่าสูงสุด

ประเมินสภาพแวดล้อมหน้างาน

ขั้นตอนแรกคือการสำรวจความเสี่ยงในพื้นที่ติดตั้ง หากมีสารเคมีไวไฟหรือไอระเหย ต้องใช้โคมไฟกันระเบิด หากมีความชื้นสูงต้องระบุค่ามาตรฐาน IP ให้ชัดเจน เพื่อป้องกันความเสียหายและอันตรายจากเหตุไฟฟ้าลัดวงจร

คำนวณความสูงของพื้นที่และค่าความสว่าง

ความสูงของหลังคาจะเป็นตัวกำหนดว่าควรใช้โคมประเภทไฮเบย์หรือโลว์เบย์ อีกทั้งยังต้องมีการคำนวณค่าความสว่าง ซึ่งมีหน่วยเป็น Lux ให้ได้ตามมาตรฐานที่กฎหมายแรงงานกำหนดสำหรับงานแต่ละประเภท เช่น พื้นที่ทางเดินอาจต้องการความสว่างเพียง 100-200 Lux แต่งานประกอบชิ้นส่วนที่มีความละเอียดอาจต้องการความสว่างสูงถึง 300-1,000 Lux

เลือกใช้เทคโนโลยีหลอดไฟสมัยใหม่

การเปลี่ยนมาใช้นวัตกรรมสารกึ่งตัวนำเปล่งแสงอย่างหลอด LED จะช่วยประหยัดพลังงานไฟฟ้าได้มากกว่าโคมไฟหลอดเมทัลฮาไลด์หรือหลอดโซเดียมแรงดันสูงแบบดั้งเดิมเกินกว่า 50% นอกจากนี้ยังช่วยลดความร้อนสะสมในบรรยากาศของโรงงาน และมีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่าอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งช่วยประหยัดต้นทุนในการบำรุงรักษาและการเปลี่ยนหลอดไฟในที่สูงได้อย่างมหาศาล

การเลือกระบบแสงสว่างสำหรับโรงงานอุตสาหกรรมคือการลงทุนเพื่อความปลอดภัยและเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต หากคุณกำลังมองหาชุดโคมไฟ LED สำหรับโรงงานอุตสาหกรรมและอาคารสำนักงาน สามารถเลือกชมสินค้าได้ที่ Thai Electricity เรามีโคมไฟที่ผลิตจากวัสดุคุณภาพสูง ผ่านการรับรองมาตรฐานอุตสาหกรรม (มอก.) มีความทนทานต่อทุกสภาพแวดล้อมการใช้งาน พร้อมทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่คอยให้คำแนะนำในการเลือกใช้อุปกรณ์เพื่อให้เหมาะสมและปลอดภัยกับพื้นที่หน้างานของคุณมากที่สุด

  • ที่ตั้ง : ถนนรามอินทรา กิโลเมตรที่ 10 เดินทางสะดวก มีพื้นที่รองรับสำหรับจอดรถ
  • วันและเวลาทำการ : เปิดให้บริการทุกวันจันทร์ - วันเสาร์ เวลา 08.30 - 17.30 น.

 

ข้อมูลอ้างอิง

  1. ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน. สืบค้นเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 จาก https://greenoffice.rsu.ac.th/law/law4_2.pdf

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโคมไฟโรงงาน (FAQs)

Q: การเปลี่ยนระบบแสงสว่างในโรงงานมาเป็นเทคโนโลยีประหยัดพลังงาน มีระยะเวลาคืนทุนโดยเฉลี่ยเท่าใด ?

A: ระยะเวลาคืนทุน (Return on Investment: ROI) มักจะอยู่ในช่วง 1-3 ปี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับจำนวนชั่วโมงที่มีการเปิดใช้งานในแต่ละวัน อัตราค่าไฟฟ้า และค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงเดิม ยิ่งโรงงานมีการเปิดไฟต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง การคืนทุนก็จะยิ่งรวดเร็วขึ้นเนื่องจากส่วนต่างของค่าไฟที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด

Q: ค่าอุณหภูมิสีของแสง (Color Temperature) ที่เหมาะสมกับสายการผลิตในโรงงานควรเป็นระดับใด ?

A: งานอุตสาหกรรมส่วนใหญ่มักนิยมใช้แสงสีขาว หรือแสงเดย์ไลท์ (Daylight) ที่ระดับอุณหภูมิสี 5000K ถึง 6500K เนื่องจากแสงสีขาวให้ความเปรียบต่างที่สูง ช่วยให้พนักงานมองเห็นรายละเอียดของชิ้นงานได้ชัดเจน กระตุ้นความตื่นตัว และลดความง่วงเหงาหาวนอนในระหว่างปฏิบัติงาน

Q: สำหรับโรงงานผลิตอาหารและยา จำเป็นต้องใช้โคมไฟที่มีมาตรฐานพิเศษอื่นเติมนอกเหนือจากค่ากันน้ำกันฝุ่น (IP) หรือไม่ ?

A: นอกเหนือจากคุณสมบัติการป้องกันน้ำและฝุ่นเพื่อรองรับการฉีดล้างทำความสะอาดแล้ว โคมไฟในอุตสาหกรรมอาหารและยาควรได้รับการรับรองมาตรฐานสำหรับพื้นที่ผลิตอาหาร เช่น มาตรฐาน NSF และควรมีโครงสร้างที่ไม่มีนอตหรือซอกมุมสะสมฝุ่น รวมถึงต้องใช้วัสดุครอบหลอดไฟแบบโพลีคาร์บอเนตที่ตกกระแทกแล้วไม่แตกกระจายเป็นเศษกระจกตกลงไปปนเปื้อนในสายการผลิต