• 0

    สินค้าที่ชอบ

    ไม่มีสินค้าที่ชอบ

  • 0

    ตะกร้า

    ไม่มีสินค้าในตะกร้า

Close

สมัครสมาชิก

Please.
Please.
Please.
Please.
Please.
Please.
Please.
Please.
Please.
Please.
Please.

*สมัครสมาชิกสําหรับผู้ประกอบการ จะต้องมีหนังสือรับรองบริษัทที่ไม่หมดอายุ

ลืมรหัสผ่าน

Please.

ตารางโหลดไฟฟ้าคืออะไร ทำไมเจ้าของบ้านควรอ่านเป็น

คู่มืออ่านและการคำนวณโหลดไฟฟ้าเบื้องต้น ฉบับเข้าใจง่าย

Key takeaway:

ตารางโหลดไฟฟ้า (Load Schedule) คือ เอกสารสำคัญที่แสดงรายละเอียดการใช้กำลังไฟและการกระจายโหลดในแต่ละวงจรของบ้าน การอ่านและทำความเข้าใจตารางโหลดไฟฟ้าอย่างถูกต้องจะช่วยให้เจ้าของบ้านสามารถรู้จุดเสี่ยง ป้องกันภาวะโอเวอร์โหลด ไฟฟ้าลัดวงจร และวางแผนสำหรับการเพิ่มอุปกรณ์ในอนาคตได้อย่างปลอดภัย โดยอาศัยหลักการการคำนวณโหลดไฟฟ้าเบื้องต้นจากสูตร “กำลังไฟฟ้า (Watt) = แรงดันไฟฟ้า (Volt) x กระแสไฟฟ้า (Ampere)”

    

เจ้าของบ้านควรแปะตารางโหลดไฟฟ้าไว้ที่ตู้ Consumer Unit ในบ้าน
  
เมื่อพูดถึงการติดตั้งระบบไฟฟ้าในบ้าน หลายคนอาจให้ความสำคัญกับอุปกรณ์ เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือแม้แต่เบรกเกอร์ แต่กลับมองข้ามตารางโหลดไฟฟ้า ซึ่งเป็นหัวใจของการวางระบบไฟฟ้าให้ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ

คนส่วนใหญ่มักจะคิดว่า ตารางโหลดไฟฟ้าเป็นเพียงเอกสารประกอบการติดตั้งระบบไฟ แต่ที่จริงแล้วเปรียบเสมือนแผนที่ที่แสดงภาพรวมของการใช้พลังงานในแต่ละวงจรของบ้าน ซึ่งหากไม่มีการจัดทำหรืออ่านค่าอย่างถูกต้อง ก็เสี่ยงต่อการโอเวอร์โหลด หรือการทำงานผิดพลาดของระบบไฟฟ้าในบ้านอย่างไม่รู้ตัว

ตารางโหลดไฟฟ้าคืออะไร และทำไมเจ้าของบ้านควรรู้ ?

คำว่า "โหลดไฟฟ้า" หรือ Electrical Load คือ ปริมาณการใช้ไฟฟ้าของอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เราเสียบปลั๊กใช้งานในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นหลอดไฟ พัดลม แอร์ ไปจนถึงเครื่องทำน้ำอุ่น ทุกอย่างนับเป็นโหลดทั้งสิ้น

ส่วนตารางโหลดไฟฟ้า (Load Schedule) คือ เอกสารที่แสดงรายละเอียดว่าในบ้านหนึ่งหลัง มีการใช้งานไฟฟ้ากับอุปกรณ์ใดบ้าง ใช้กำลังไฟเท่าไหร่ และกระจายโหลดไปในวงจรไหน ซึ่งอ้างอิงจากการ คำนวณโหลดไฟฟ้าเบื้องต้นทั้งหมด

ทำไมเจ้าของบ้านจึงควรอ่านเป็น ?

เจ้าของบ้านและผู้ที่อาศัยมักละเลยการอ่านตารางโหลดไฟฟ้า เพราะคิดว่าเป็นเรื่องของช่าง แต่นี่คือเหตุผลว่าทำไมเราถึงควรทำความเข้าใจและอ่านให้เป็น

  • รู้จุดเสี่ยง ทำให้ทราบว่าปลั๊กพ่วงตัวนี้รับภาระหนักเกินไปไหม หรือแอร์จากห้องไหนที่กินไฟสูงจนควรแยกวงจรพิเศษ
  • ซ่อมบำรุงง่าย เมื่อมีไฟดับเฉพาะจุด ไม่ต้องสุ่มยกเบรกเกอร์ทุกตัว แต่สามารถดูจากตารางโหลดได้ทันทีว่าวงจรไหนมีปัญหา
  • เพิ่มความปลอดภัย ช่วยป้องกันการเกิดไฟเกิน หรือภาวะ Overload ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของไฟฟ้าลัดวงจรและเพลิงไหม้
  • วางแผนอนาคต หากจะติดโซลาร์เซลล์ หรือเพิ่มจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charger) ตารางโหลดเดิมจะเป็นข้อมูลสำคัญที่ช่างต้องใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  

องค์ประกอบของตารางโหลดไฟฟ้า อ่านอย่างไรให้เข้าใจ

ตารางโหลดไฟฟ้าจะเป็นตารางข้อมูลที่ประกอบด้วยองค์ประกอบที่สำคัญ ดังต่อไปนี้ 

ส่วนหัวของตาราง 

  • Panel No. & Location ระบุชื่อตู้ไฟและตำแหน่งที่ติดตั้ง เช่น ตู้ LP-1 ชั้น 1 สำคัญมากถ้าบ้านมีหลายชั้น หรือมีหลายตู้ไฟ
  • Main & Capacity บอกรายละเอียดของเมนเบรกเกอร์ว่ากี่ Amp หรือ กี่ Pole และความจุช่องทั้งหมดในตู้
  

รายละเอียดในแต่ละวงจร 

  • Circuit No. & Description หมายเลขลำดับและชื่อวงจร เช่น แสงสว่างห้องรับแขก 
  • Connected Load ค่ากำลังไฟฟ้าจริงที่เชื่อมต่ออยู่ มักเป็นหน่วย VA หรือ Watt 
  • Circuit Breaker ระบุขนาดพิกัดกระแส (Amp) ของเบรกเกอร์ลูกย่อยในวงจรนั้น ๆ
  • Conductors & Conduit รายละเอียดของสายไฟ (ขนาด/ชนิด) และขนาดท่อร้อยสายไฟที่ใช้
  

การสรุปผล 

  • Total Connected Load ผลรวมโหลดทั้งหมดที่ต่ออยู่ในตู้
  • Total Demand Load โหลดที่คำนวณตามการใช้งานจริง (Demand Factor) ซึ่งเป็นค่าสำคัญในการขอหม้อแปลงหรือมิเตอร์ไฟ
  • Main Conductor & Raceway ระบุขนาดสายไฟเมนที่ดึงมาจากมิเตอร์ และขนาดท่อร้อยสายหลัก
  

ตารางโหลดไฟฟ้าสำหรับบ้านพักอาศัยขนาดเล็ก ควรเป็นแบบไหน ? 

สำหรับบ้านทั่วไปที่ไม่ใช่โรงงานอุตสาหกรรม การจัดทำตารางโหลดไฟฟ้าสำหรับบ้านควรเน้นไปที่ความคล่องตัวและความปลอดภัยในการอยู่อาศัย โดยมีหลักการสำคัญดังนี้ 

  • แยกวงจรอย่างชัดเจน ควรแยกวงจรแสงสว่าง เต้ารับทั่วไป และเครื่องใช้ไฟฟ้าหนัก เช่น แอร์ เครื่องทำน้ำอุ่น ปั๊มน้ำ ออกจากกันอย่างเด็ดขาด เพื่อให้ง่ายต่อการบำรุงรักษาและป้องกันไม่ให้ไฟดับทั้งบ้านเมื่อมีอุปกรณ์ตัวใดตัวหนึ่งลัดวงจร
  • ใช้เบรกเกอร์ตามความเหมาะสมของจำนวนโหลดไฟฟ้าที่ใช้ เช่น
    • วงจรแสงสว่าง มักใช้เบรกเกอร์ขนาด 10A - 15A
    • วงจรเต้ารับทั่วไป มักใช้เบรกเกอร์ขนาด 16A - 20A
    • เครื่องใช้ไฟฟ้าเฉพาะทาง ต้องเลือกตามขนาดวัตต์จากการคำนวณโหลด
  • กระจายโหลดอย่างสมดุล (Load Balance) หากบ้านใช้ไฟระบบ 3 เฟส ต้องกระจายโหลดให้แต่ละเฟส (L1, L2, L3) มีปริมาณไฟใกล้เคียงกัน เพื่อลดภาระของมิเตอร์ไฟฟ้าและป้องกันไฟตก
  • จัดทำให้อ่านง่ายและอัปเดตเสมอ ตารางโหลดควรถูกพิมพ์หรือเขียนให้ชัดเจน ติดไว้ที่ฝาตู้ไฟ และหากมีการเพิ่มอุปกรณ์ไฟฟ้าใหม่ในอนาคต ต้องอัปเดตข้อมูลในตารางเสมอเพื่อให้ข้อมูลตรงกับหน้างานจริง

  
เจ้าของบ้านควรแปะตารางโหลดไฟฟ้าไว้ที่ตู้ Consumer Unit ในบ้าน 
    

การคำนวณโหลดไฟฟ้าเบื้องต้น

สำหรับบ้านพักอาศัยทั่วไป การคำนวณโหลดไฟฟ้าไม่ได้ซับซ้อนเกินไป โดยใช้สูตรง่าย ๆ คือ

กำลังไฟฟ้า (Watt) = แรงดันไฟฟ้า (Volt) x กระแสไฟฟ้า (Ampere)

หรือใช้ข้อมูลจากอุปกรณ์ไฟฟ้าแต่ละชิ้นมารวมกัน เช่น

หลอดไฟ 10 ดวง x 10W = 100W

แอร์ 1 เครื่อง = 1,200W

เครื่องทำน้ำอุ่น = 3,500W

เมื่อนำทั้งหมดมารวมกันจะทราบว่า บ้านใช้โหลดไฟฟ้าทั้งหมดเท่าไหร่ และสามารถเลือกขนาดเบรกเกอร์ได้อย่างเหมาะสม 

ตัวอย่างด้านบน รวมโหลดทั้งหมด 4,800W หารด้วย 220V จะได้กระแสไฟประมาณ 21.8A ข้อมูลนี้จะทำให้ทราบว่าควรเลือกใช้ขนาดสายไฟและเบรกเกอร์เท่าไร ถึงจะสามารถรองรับกระแสไฟฟ้านี้ได้อย่างปลอดภัย 

ปกป้องระบบไฟในบ้านด้วยเบรกเกอร์คุณภาพจาก Thai Electricity 

เมื่อต้องวางระบบไฟฟ้าในบ้าน เบรกเกอร์ คืออุปกรณ์สำคัญที่ช่วยปกป้องวงจรจากไฟเกินหรือไฟลัดวงจร หากคุณกำลังมองหาเบรกเกอร์ที่ได้มาตรฐานสากล มีค่า IC (Interrupting Capacity) ที่ถูกต้องเหมาะสมกับระบบไฟในบ้าน ขอแนะนำสินค้าจาก Thai Electricity ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีการตัดไฟที่รวดเร็ว วัสดุตัวถังไม่ลามไฟ และติดตั้งง่ายเข้ากับตู้ Consumer Unit ทุกรูปแบบ มั่นใจได้ว่าทุกวงจรในตารางโหลดของคุณจะได้รับการปกป้องอย่างดีที่สุด

สามารถซื้อผ่านออนไลน์ หรือเลือกชมสินค้าจริงได้ที่สำนักงานของเรา ตั้งอยู่บนถนนรามอินทรา กิโลเมตรที่ 10 เดินทางสะดวก มีที่จอดรถ เปิดให้บริการวันจันทร์-วันเสาร์ ตั้งแต่เวลา 8.30-17.30 น.

ข้อมูลอ้างอิง

  • ตารางโหลดไฟฟ้า คืออะไร มีวิธีการอ่านอย่างไร. สืบค้นเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 จาก https://pass-engineering.com/electrical-load-table/
  • การอ่านตารางโหลดตู้ไฟ (Load Schedule). สืบค้นเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 จาก https://thomeinspector.com/article/detail?news_id=23

  

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับตารางโหลดไฟฟ้า (FAQs)

Q : Total Demand Load ที่ระบุในตารางโหลดไฟฟ้าคืออะไร และต่างจาก Total Connected Load อย่างไร ?

A : Total Connected Load คือผลรวมกำลังไฟฟ้าทั้งหมดของอุปกรณ์ทุกชิ้นที่เชื่อมต่ออยู่ในตู้ไฟ แต่ Total Demand Load คือค่าโหลดที่คำนวณตามปัจจัยการใช้งานจริง (Demand Factor) ซึ่งมีค่าน้อยกว่า Connected Load และเป็นตัวเลขสำคัญที่ใช้ในการยื่นเรื่องขอหม้อแปลงหรือมิเตอร์ไฟฟ้า

Q : หากต้องการเพิ่มจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charger) ที่กินไฟสูง เจ้าของบ้านต้องเตรียมข้อมูลอะไรในตารางโหลดบ้าง ?

A : การเพิ่ม EV Charger ถือเป็นการเพิ่มโหลดขนาดใหญ่ เจ้าของบ้านต้องดูข้อมูล Total Demand Load เดิม และปรึกษาช่างเพื่อคำนวณโหลดไฟฟ้าใหม่ว่าขนาดสายเมนและเมนเบรกเกอร์เดิมสามารถรองรับโหลดที่เพิ่มเข้ามาได้หรือไม่ ก่อนทำการติดตั้งวงจรใหม่และอัปเดตตารางโหลด

Q : ภาวะ Overload ที่เกิดจากไฟเกินในวงจร จะป้องกันได้ด้วยการเลือกใช้เบรกเกอร์ขนาดใด ?

A : การป้องกันภาวะ Overload ขึ้นอยู่กับการเลือกขนาดเบรกเกอร์ (Circuit Breaker) ให้เหมาะสมกับโหลดในวงจรนั้น ๆ เช่น วงจรเต้ารับทั่วไปมักใช้เบรกเกอร์ขนาด 16A - 20A แต่หากเป็นเครื่องทำน้ำอุ่นหรือแอร์ ต้องเลือกขนาดตามผลการคำนวณโหลดไฟฟ้าจริง เพื่อให้เบรกเกอร์สามารถตัดไฟได้ทันทีก่อนที่จะเกิดความเสียหายต่อสายไฟ