ตารางโหลดไฟฟ้าคืออะไร ทำไมเจ้าของบ้านควรอ่านเป็น
คู่มืออ่านและการคำนวณโหลดไฟฟ้าเบื้องต้น ฉบับเข้าใจง่าย
Key takeaway:
ตารางโหลดไฟฟ้า (Load Schedule) คือ เอกสารสำคัญที่แสดงรายละเอียดการใช้กำลังไฟและการกระจายโหลดในแต่ละวงจรของบ้าน การอ่านและทำความเข้าใจตารางโหลดไฟฟ้าอย่างถูกต้องจะช่วยให้เจ้าของบ้านสามารถรู้จุดเสี่ยง ป้องกันภาวะโอเวอร์โหลด ไฟฟ้าลัดวงจร และวางแผนสำหรับการเพิ่มอุปกรณ์ในอนาคตได้อย่างปลอดภัย โดยอาศัยหลักการการคำนวณโหลดไฟฟ้าเบื้องต้นจากสูตร “กำลังไฟฟ้า (Watt) = แรงดันไฟฟ้า (Volt) x กระแสไฟฟ้า (Ampere)”

เมื่อพูดถึงการติดตั้งระบบไฟฟ้าในบ้าน หลายคนอาจให้ความสำคัญกับอุปกรณ์ เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือแม้แต่เบรกเกอร์ แต่กลับมองข้ามตารางโหลดไฟฟ้า ซึ่งเป็นหัวใจของการวางระบบไฟฟ้าให้ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ
คนส่วนใหญ่มักจะคิดว่า ตารางโหลดไฟฟ้าเป็นเพียงเอกสารประกอบการติดตั้งระบบไฟ แต่ที่จริงแล้วเปรียบเสมือนแผนที่ที่แสดงภาพรวมของการใช้พลังงานในแต่ละวงจรของบ้าน ซึ่งหากไม่มีการจัดทำหรืออ่านค่าอย่างถูกต้อง ก็เสี่ยงต่อการโอเวอร์โหลด หรือการทำงานผิดพลาดของระบบไฟฟ้าในบ้านอย่างไม่รู้ตัว
ตารางโหลดไฟฟ้าคืออะไร และทำไมเจ้าของบ้านควรรู้ ?
คำว่า "โหลดไฟฟ้า" หรือ Electrical Load คือ ปริมาณการใช้ไฟฟ้าของอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เราเสียบปลั๊กใช้งานในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นหลอดไฟ พัดลม แอร์ ไปจนถึงเครื่องทำน้ำอุ่น ทุกอย่างนับเป็นโหลดทั้งสิ้น
ส่วนตารางโหลดไฟฟ้า (Load Schedule) คือ เอกสารที่แสดงรายละเอียดว่าในบ้านหนึ่งหลัง มีการใช้งานไฟฟ้ากับอุปกรณ์ใดบ้าง ใช้กำลังไฟเท่าไหร่ และกระจายโหลดไปในวงจรไหน ซึ่งอ้างอิงจากการ คำนวณโหลดไฟฟ้าเบื้องต้นทั้งหมด
ทำไมเจ้าของบ้านจึงควรอ่านเป็น ?
เจ้าของบ้านและผู้ที่อาศัยมักละเลยการอ่านตารางโหลดไฟฟ้า เพราะคิดว่าเป็นเรื่องของช่าง แต่นี่คือเหตุผลว่าทำไมเราถึงควรทำความเข้าใจและอ่านให้เป็น
- รู้จุดเสี่ยง ทำให้ทราบว่าปลั๊กพ่วงตัวนี้รับภาระหนักเกินไปไหม หรือแอร์จากห้องไหนที่กินไฟสูงจนควรแยกวงจรพิเศษ
- ซ่อมบำรุงง่าย เมื่อมีไฟดับเฉพาะจุด ไม่ต้องสุ่มยกเบรกเกอร์ทุกตัว แต่สามารถดูจากตารางโหลดได้ทันทีว่าวงจรไหนมีปัญหา
- เพิ่มความปลอดภัย ช่วยป้องกันการเกิดไฟเกิน หรือภาวะ Overload ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของไฟฟ้าลัดวงจรและเพลิงไหม้
- วางแผนอนาคต หากจะติดโซลาร์เซลล์ หรือเพิ่มจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charger) ตารางโหลดเดิมจะเป็นข้อมูลสำคัญที่ช่างต้องใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
องค์ประกอบของตารางโหลดไฟฟ้า อ่านอย่างไรให้เข้าใจ
ตารางโหลดไฟฟ้าจะเป็นตารางข้อมูลที่ประกอบด้วยองค์ประกอบที่สำคัญ ดังต่อไปนี้
ส่วนหัวของตาราง
- Panel No. & Location ระบุชื่อตู้ไฟและตำแหน่งที่ติดตั้ง เช่น ตู้ LP-1 ชั้น 1 สำคัญมากถ้าบ้านมีหลายชั้น หรือมีหลายตู้ไฟ
- Main & Capacity บอกรายละเอียดของเมนเบรกเกอร์ว่ากี่ Amp หรือ กี่ Pole และความจุช่องทั้งหมดในตู้
รายละเอียดในแต่ละวงจร
- Circuit No. & Description หมายเลขลำดับและชื่อวงจร เช่น แสงสว่างห้องรับแขก
- Connected Load ค่ากำลังไฟฟ้าจริงที่เชื่อมต่ออยู่ มักเป็นหน่วย VA หรือ Watt
- Circuit Breaker ระบุขนาดพิกัดกระแส (Amp) ของเบรกเกอร์ลูกย่อยในวงจรนั้น ๆ
- Conductors & Conduit รายละเอียดของสายไฟ (ขนาด/ชนิด) และขนาดท่อร้อยสายไฟที่ใช้
การสรุปผล
- Total Connected Load ผลรวมโหลดทั้งหมดที่ต่ออยู่ในตู้
- Total Demand Load โหลดที่คำนวณตามการใช้งานจริง (Demand Factor) ซึ่งเป็นค่าสำคัญในการขอหม้อแปลงหรือมิเตอร์ไฟ
- Main Conductor & Raceway ระบุขนาดสายไฟเมนที่ดึงมาจากมิเตอร์ และขนาดท่อร้อยสายหลัก
ตารางโหลดไฟฟ้าสำหรับบ้านพักอาศัยขนาดเล็ก ควรเป็นแบบไหน ?
สำหรับบ้านทั่วไปที่ไม่ใช่โรงงานอุตสาหกรรม การจัดทำตารางโหลดไฟฟ้าสำหรับบ้านควรเน้นไปที่ความคล่องตัวและความปลอดภัยในการอยู่อาศัย โดยมีหลักการสำคัญดังนี้
- แยกวงจรอย่างชัดเจน ควรแยกวงจรแสงสว่าง เต้ารับทั่วไป และเครื่องใช้ไฟฟ้าหนัก เช่น แอร์ เครื่องทำน้ำอุ่น ปั๊มน้ำ ออกจากกันอย่างเด็ดขาด เพื่อให้ง่ายต่อการบำรุงรักษาและป้องกันไม่ให้ไฟดับทั้งบ้านเมื่อมีอุปกรณ์ตัวใดตัวหนึ่งลัดวงจร
- ใช้เบรกเกอร์ตามความเหมาะสมของจำนวนโหลดไฟฟ้าที่ใช้ เช่น
- วงจรแสงสว่าง มักใช้เบรกเกอร์ขนาด 10A - 15A
- วงจรเต้ารับทั่วไป มักใช้เบรกเกอร์ขนาด 16A - 20A
- เครื่องใช้ไฟฟ้าเฉพาะทาง ต้องเลือกตามขนาดวัตต์จากการคำนวณโหลด
- กระจายโหลดอย่างสมดุล (Load Balance) หากบ้านใช้ไฟระบบ 3 เฟส ต้องกระจายโหลดให้แต่ละเฟส (L1, L2, L3) มีปริมาณไฟใกล้เคียงกัน เพื่อลดภาระของมิเตอร์ไฟฟ้าและป้องกันไฟตก
- จัดทำให้อ่านง่ายและอัปเดตเสมอ ตารางโหลดควรถูกพิมพ์หรือเขียนให้ชัดเจน ติดไว้ที่ฝาตู้ไฟ และหากมีการเพิ่มอุปกรณ์ไฟฟ้าใหม่ในอนาคต ต้องอัปเดตข้อมูลในตารางเสมอเพื่อให้ข้อมูลตรงกับหน้างานจริง
การคำนวณโหลดไฟฟ้าเบื้องต้น
สำหรับบ้านพักอาศัยทั่วไป การคำนวณโหลดไฟฟ้าไม่ได้ซับซ้อนเกินไป โดยใช้สูตรง่าย ๆ คือ
กำลังไฟฟ้า (Watt) = แรงดันไฟฟ้า (Volt) x กระแสไฟฟ้า (Ampere)
หรือใช้ข้อมูลจากอุปกรณ์ไฟฟ้าแต่ละชิ้นมารวมกัน เช่น
หลอดไฟ 10 ดวง x 10W = 100W
แอร์ 1 เครื่อง = 1,200W
เครื่องทำน้ำอุ่น = 3,500W
เมื่อนำทั้งหมดมารวมกันจะทราบว่า บ้านใช้โหลดไฟฟ้าทั้งหมดเท่าไหร่ และสามารถเลือกขนาดเบรกเกอร์ได้อย่างเหมาะสม
ตัวอย่างด้านบน รวมโหลดทั้งหมด 4,800W หารด้วย 220V จะได้กระแสไฟประมาณ 21.8A ข้อมูลนี้จะทำให้ทราบว่าควรเลือกใช้ขนาดสายไฟและเบรกเกอร์เท่าไร ถึงจะสามารถรองรับกระแสไฟฟ้านี้ได้อย่างปลอดภัย
ปกป้องระบบไฟในบ้านด้วยเบรกเกอร์คุณภาพจาก Thai Electricity
เมื่อต้องวางระบบไฟฟ้าในบ้าน เบรกเกอร์ คืออุปกรณ์สำคัญที่ช่วยปกป้องวงจรจากไฟเกินหรือไฟลัดวงจร หากคุณกำลังมองหาเบรกเกอร์ที่ได้มาตรฐานสากล มีค่า IC (Interrupting Capacity) ที่ถูกต้องเหมาะสมกับระบบไฟในบ้าน ขอแนะนำสินค้าจาก Thai Electricity ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีการตัดไฟที่รวดเร็ว วัสดุตัวถังไม่ลามไฟ และติดตั้งง่ายเข้ากับตู้ Consumer Unit ทุกรูปแบบ มั่นใจได้ว่าทุกวงจรในตารางโหลดของคุณจะได้รับการปกป้องอย่างดีที่สุด
สามารถซื้อผ่านออนไลน์ หรือเลือกชมสินค้าจริงได้ที่สำนักงานของเรา ตั้งอยู่บนถนนรามอินทรา กิโลเมตรที่ 10 เดินทางสะดวก มีที่จอดรถ เปิดให้บริการวันจันทร์-วันเสาร์ ตั้งแต่เวลา 8.30-17.30 น.
ข้อมูลอ้างอิง
- ตารางโหลดไฟฟ้า คืออะไร มีวิธีการอ่านอย่างไร. สืบค้นเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 จาก https://pass-engineering.com/electrical-load-table/
- การอ่านตารางโหลดตู้ไฟ (Load Schedule). สืบค้นเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 จาก https://thomeinspector.com/article/detail?news_id=23
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับตารางโหลดไฟฟ้า (FAQs)
Q : Total Demand Load ที่ระบุในตารางโหลดไฟฟ้าคืออะไร และต่างจาก Total Connected Load อย่างไร ?
A : Total Connected Load คือผลรวมกำลังไฟฟ้าทั้งหมดของอุปกรณ์ทุกชิ้นที่เชื่อมต่ออยู่ในตู้ไฟ แต่ Total Demand Load คือค่าโหลดที่คำนวณตามปัจจัยการใช้งานจริง (Demand Factor) ซึ่งมีค่าน้อยกว่า Connected Load และเป็นตัวเลขสำคัญที่ใช้ในการยื่นเรื่องขอหม้อแปลงหรือมิเตอร์ไฟฟ้า
Q : หากต้องการเพิ่มจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charger) ที่กินไฟสูง เจ้าของบ้านต้องเตรียมข้อมูลอะไรในตารางโหลดบ้าง ?
A : การเพิ่ม EV Charger ถือเป็นการเพิ่มโหลดขนาดใหญ่ เจ้าของบ้านต้องดูข้อมูล Total Demand Load เดิม และปรึกษาช่างเพื่อคำนวณโหลดไฟฟ้าใหม่ว่าขนาดสายเมนและเมนเบรกเกอร์เดิมสามารถรองรับโหลดที่เพิ่มเข้ามาได้หรือไม่ ก่อนทำการติดตั้งวงจรใหม่และอัปเดตตารางโหลด
Q : ภาวะ Overload ที่เกิดจากไฟเกินในวงจร จะป้องกันได้ด้วยการเลือกใช้เบรกเกอร์ขนาดใด ?
A : การป้องกันภาวะ Overload ขึ้นอยู่กับการเลือกขนาดเบรกเกอร์ (Circuit Breaker) ให้เหมาะสมกับโหลดในวงจรนั้น ๆ เช่น วงจรเต้ารับทั่วไปมักใช้เบรกเกอร์ขนาด 16A - 20A แต่หากเป็นเครื่องทำน้ำอุ่นหรือแอร์ ต้องเลือกขนาดตามผลการคำนวณโหลดไฟฟ้าจริง เพื่อให้เบรกเกอร์สามารถตัดไฟได้ทันทีก่อนที่จะเกิดความเสียหายต่อสายไฟ





